
สั่งปิดอีกราย! สหรัฐฯ สั่งปิดธนาคาร ”Signature Bank” เพียง 2 วันหลังปิด Silicon Valley Bank เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
วันที่ 12 มีนาคม 2566 หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ สั่งปิดธนาคาร ”ซิกเนเจอร์ แบงค์” (Signature Bank) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในนิวยอร์กที่เน้นปล่อยกู้ให้กับอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตธนาคารลุกลามออกไป
การสั่งปิดซิกเนเจอร์ แบงค์ เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ สั่งปิดธนาคารซิลิคอน แวลลีย์ แบงก์ หลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรง ซึ่งนับเป็นการล่มสลายของสถาบันการเงินครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐฯ รองจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551
ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับด้านการเงินแห่งนครนิวยอร์ก (New York state’s Department of Financial Services) ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 ซิกเนเจอร์ แบงค์ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 110,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.82 ล้านล้านบาท) และมีเงินฝากทั้งสิ้น 8.86 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.07 แสนล้านบาท)
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ พร้อมด้วยธนาคารกลางสหรัฐฯ และบรรษัทประกันเงินฝากของรัฐบาลสหรัฐฯ (Federal Deposit Insurance Corporation : FDIC) กล่าวยืนยันในแถลงการณ์ร่วมกันว่า ประชาชนที่ฝากเงินไว้กับซิกเนเจอร์ แบงค์ และซิลิคอนแวลลีย์ แบงค์ จะสามารถเข้าถึงเงินฝาก “เต็มจำนวน” โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มี.ค. เป็นต้นไป และจะไม่มีการนำเงินภาษีของประชาชนไปแบกรับความเสียหาย
FDIC ได้จัดตั้ง “ธนาคารสะพาน” (bridge bank) เมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารซิกเนเจอร์ แบงค์ สามารถเข้าถึงเงินฝากของตนได้ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. เป็นต้นไป โดยผู้ฝากเงินและลูกหนี้ทุกรายจะถูกโอนไปเป็นลูกค้าของธนาคารสะพานโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ มูลค่าตลาดของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ หายไปกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.46 ล้านล้านบาท) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังการล้มละลายของธนาคาร ซิลิคอนแวลลีย์ แบงค์
(1 ดอลลาร์ = 34.61 บาท)