Soft Power ด้านมนุษยธรรม Soft Power แบบไทย ๆ ที่ทั่วโลกชื่นชม
การท่องเที่ยวของประเทศไทย ฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เพียงช่วงเดือนมกราถึงกันยายนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 5.8 ล้านคน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยถึง 55,000 บาท ต่อคน อัตราเข้าพักโรงแรมต่างๆ เริ่มฟื้นตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการขยายสิทธิเราเที่ยวด้วยกันของนักท่องเที่ยวในประเทศ ส่งผลถึงสัดส่วนการจ้างงานเพิ่มขึ้น 75%
จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งมาจากมาตรการหลาย ๆ อย่างของรัฐบาลที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ที่ทำให้นักท่องเที่ยวไว้วางใจ ประกอบกับความรุ่มรวยด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวของประเทศ ไม่ว่าจะทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อน สร้างสรรค์ และมีเอกลักษณ์เฉพาะ
แต่ทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนั้นไม่ใช่อื่นไกลเลย แต่เป็นพวกเราคนไทยนั่นเอง
รอยยิ้มที่น่าดึงดูดใจของคนไทย ส่วนลึกแล้วมาจากลักษณะนิสัยที่โอบอ้อมอารีของคนไทย ช่วยเหลือผู้คนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งเป็นผลมาจากคำสอนในพุทธศาสนาเรื่อง “พรหมวิหารธรรม” และ “การให้ทาน” คนไทยชอบทำบุญทำทาน
—
ในช่วงวิกฤติจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 19 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนติดค้างในประเทศไทย เนื่องจากประเทศแม่ของพวกเขา “ปิดประเทศ” ไม่ยอมรับพวกเขากลับบ้านเป็นเดือน ๆ
สำหรับคนที่มีเงิน ยังไม่เป็นไร สามารถเช่าโรงแรม ซื้อหาอาหารทานได้ แต่สำหรับคนที่ไม่มี เงินหมด สิ่งที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้อยู่รอดมาได้จนวันที่ประเทศแม่ของพวกเขายอมรับกลับบ้าน คือวัด และพวกเราคนไทยทุกคน
วัด ให้ที่อยู่อาศัยแก่พวกเขา และพระสงฆ์แบ่งปันอาหารที่ได้รับจากการบิณฑบาตให้พวกเขามีกิน โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา คนไทยหลายคน แบ่งปันน้ำอาหารให้โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ดูแลพวกเขาในยามเจ็บป่วย ทั้ง ๆ ที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง
คนไทย นิสัยโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือคน แม้จะเป็นต่างชาติต่างภาษา แม้จะพูดจากันไม่รู้เรื่องเลยนี่แหละ คือซอฟท์เพาเวอร์ ด้านมนุษยธรรม เป็นสิ่งที่ชาติอื่นหาได้ยาก
—
การให้ความช่วยเหลือ 13 หมู่ป่า “ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง” ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม พ.ศ.2561 เองก็เป็นกิจกรรมด้านมนุษยธรรมของคนไทยที่ทั่วโลกต่างให้ความชื่นชม
ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะเกิดคำถามว่าทำไมจึงต้องทุ่มเททรัพยากรของประเทศไปมากมายขนาดนั้น เพียงเพื่อช่วยเหลือเด็ก 12 คน และครู 1 คนที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ดูจะไม่มีความสำคัญใด ๆ
แต่ด้วยความเพียรพยายามของคนไทยทั้งชาติที่ระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือ โดยไม่สนใจความลำบากยากเข็ญ และความเป็นไปได้ที่ริบหรี่ แทบจะเป็นศูนย์ จนนานาชาติต่างตอบรับ ยื่นมือให้ความช่วยเหลือ จนกลายเป็นภารกิจกู้ภัยด้วยมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
ผลตอบรับในครั้งนี้ที่คนไทยทั้งประเทศได้รับ ไม่เพียงเสียงชื่นชมยินดีเท่านั้น แต่จากการทำข่าวประชาสัมพันธ์รายละเอียดเล็กน้อย ไม่ว่าจะอาหารไทย หรือกระทั่งสัปปะรสไทยที่ขึ้นอยู่ข้างทาง ยังกลายเป็นข่าวที่คนทั้งโลกสนใจและชื่นชม
นอกจากนี้ มีการทำภาพยนตร์เผยแพร่รายละเอียดกิจกรรมด้านมนุษยธรรมในครั้งนี้หลายเรื่อง ส่งผลให้ วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน และจังหวัดเชียงราย มีชื่อเสียงระดับโลก ในทันที
—
กิจกรรม “One Man & The River หนึ่งคนว่าย หลายคนให้” ของคุณโตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ในครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ซอฟท์เพาเวอร์ด้านมนุษยธรรมของคนไทยเราเช่นกัน
จุดเริ่มต้นมาจากคุณหมอท่านหนึ่งในโรงพยาบาลนครพนมบอกกับคุณโตโน่ว่า โรงพยาบาลมีอุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอ คุณโตโน่จึงรับปากว่าจะช่วยเหลือ แต่แทนที่จะช่วยเหลือด้วยการให้เงินบริจาคเปล่า ๆ คุณโตโน่ใช้ปัญญาพิจารณา ติดต่อหาสปอนเซอร์ จัดทำเป็นกิจกรรมใหญ่ โดยใช้เงินทุนที่ได้จากสปอนเซอร์ในการจัดงานทั้งหมด
สำหรับภาครัฐ และองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพียงช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ซึ่งหลายรายการนั้น เป็นความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องชาวนครพนม ที่ออกมาช่วยกันจัดงานโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน
สำหรับการควักจ่ายเงินโดยภาครัฐนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะติดขัดที่ระเบียบการภาครัฐ ที่จะต้องตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า และไม่อยู่ในขอบข่ายกรณีฉุกเฉินที่จะใช้งบประมาณเป็นพิเศษได้
ผลลัพธ์ของกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงจะมียอดเงินบริจาคทะลุ 64 ล้าน และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่วางไว้แต่แรกไปไกลมาก ซึ่งนี่หมายความว่าทั้งโรงพยาบาลนครพนม และโรงพยาบาลแขวงคำม่วน สปป.ลาว จะได้เครื่องมือแพทย์เพิ่มมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการรักษาช่วยชีวิตคนมากขึ้น หลักประกันด้านสาธารณสุขในนครพนม และแขวงคำม่วนจะสูงขึ้นแล้ว
กิจกรรมในครั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดทั้งสองเป็นอย่างมาก
สิ่งสำคัญที่สุดของกิจกรรมส่งเสริม ซอฟท์เพาเวอร์ด้านมนุษยธรรมของคุณโตโน่ ทีมงาน และพี่น้องชาวนครพนมในครั้งนี้ จะเป็นตัวเชื่อมกระชับความสัมพันธ์อันดี ให้แก่พี่น้องชาวไทยและชาวลาว สร้างความประทับใจให้แก่ชาวต่างชาติให้เกิดความนิยมยินดีในความมีมนุษยธรรมของคนไทย และอยากมาเที่ยวประเทศไทยไปอีกนาน
โดย ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
ประวัติศาสตร์บอกเล่า อ่านวิกฤตยูเครนผ่านวิกฤตคิวบา ความขัดแย้งที่เข้าใกล้มหาสงคราม “นิวเคลียร์” โลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
อดีตวิศวกรโครงการ ระดับผู้จัดการ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จาก พระจอมเกล้าธนบุรี และ โท ด้าน Advanced Manufacturing Engineering จาก University of South Australia มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และสวัสดิการสังคม