
คนต้องการปฏิรูปไม่ใช่ประชานิยม ‘วีรไท’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ออกโรงเตือนรัฐบาล เรื่องนโยบายเงินดิจิทัลว่าเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบ และจะส่งผลเสียต่อชีวิตของคนทั้งประเทศ
6 ต.ค. 66 นายวีรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พูดขยายความโพสต์ของ ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ที่มีเนื้อหาเตือนว่านโยบายปัญหาเงินดิจิตัลจะสร้างปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจไทย และมีผู้เชี่ยวชาญและนักเศรษฐศาสตร์ค่อนปะเทศออกมาเตือนกันและไม่เห็นด้วยกับนโยบาย
ขณะที่นายวีรไท เสริมต่อในโพสต์ของตนว่า
การบริหารบ้านเมืองด้วยความรับผิดชอบเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผู้มีอำนาจรัฐ อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้ทำนองว่า ถ้าแพทย์รักษาผู้ป่วยผิดพลาด อาจจะสร้างผลกระทบให้กับชีวิตของผู้ป่วยหนึ่งคนและครอบครัว ถ้าวิศวกรสร้างตึก หรือสะพานผิดพลาด อาจจะหมายถึงชีวิตคนหลายสิบหรือหลายร้อยคนที่ใช้งาน
แต่ถ้านักเศรษฐศาสตร์ทำนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดแล้ว อาจจะกระทบต่อชีวิตของคนหลายสิบล้านคนทั้งประเทศ
วันนี้ ด้วยพลังของตลาดที่รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แค่ผู้มีอำนาจรัฐเริ่มคิดจะทำนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่รับผิดชอบ ก็ส่งผลเสียต่อชีวิตคนได้ทั้งประเทศแล้ว ผ่านกลไกของตลาดเงินและตลาดทุน
เรามีตัวอย่างนโยบายภาครัฐจากอดีตหลายอันที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ แต่สร้างความบิดเบือนให้กับกลไกตลาด และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ สร้างภาระทางการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย และส่งผลกระทบต่อผลิตภาพยาวนานไปอีกหลายปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด หรือโครงการรถคันแรก
ถ้าเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยการทำนโยบายที่หวังผลต่อ GDP แค่ช่วงสั้นๆ ผลที่จะเกิดขึ้นกับฐานเสียงในการเลือกตั้งสี่ปีข้างหน้าอาจจะกลับทิศได้อีกด้วย ถึงเวลาใกล้เลือกตั้งรอบหน้าเศรษฐกิจที่โดนกระตุ้นด้วยยาโด๊บเงินดิจิตัลก็คงหมดพลังลงพอดี นอกจากนี้โครงการภาครัฐดีๆ อีกนับสิบนับร้อยโครงการที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในวันนี้และวันหน้าอาจโดนถูกตัดงบประมาณลง
ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าประชาชนจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป มากกว่านโยบายประชานิยม เชื่อว่าในอีกสี่ปีข้างหน้า กระแสเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปจะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ในขณะที่ทรัพยากรด้านการคลังจะยิ่งจำกัดมากขึ้น
นอกจากนี้ ถ้าผู้มีอำนาจรัฐเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ไม่รับผิดชอบแล้ว ความน่าเชื่อถือจะไหลลงเร็ว ทั้งจากในและต่างประเทศ จะทำอะไรต่อไปก็จะยากไปหมด มีแต่ความไม่เชื่อมั่น ความแคลงใจกัน นโยบายที่จะสนับสนุนการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตของประเทศจะยิ่งเกิดได้ยากมาก
โจทย์ในวันนี้น่าจะเป็นว่าจะช่วยกันหาทางลงให้กับนโยบายที่หาเสียงไว้แล้วแต่ไม่ควรทำได้อย่างไร มากกว่าที่จะเดินหน้าต่อทั้งที่รู้ว่าจะสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย
โดยนายณัฐโพสต์ข้อความดังนี้
เพียงเดือนเศษ ๆ กับนโยบายเงินดิจิทัล ความมุ่งมั่นดื้อดึงที่จะทำโครงการนี้ทั้ง ๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ค่อนประเทศไม่เห็นด้วย นอกจากทำให้นักลงทุนกังวลถึงภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น ที่ไม่คุ้มกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ ยังทำให้เห็นได้อีกว่า การตัดสินใจโดยไม่ฟังเสียงรอบข้าง โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ
แถมยังอาจจะการโยกย้ายหากข้าราชการไม่เห็นด้วย ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัวในการบริหารรัฐนาวาไทยในยามนี้อีกด้วย บริษัทที่ให้ credit rating อย่าง S&P, Moody และ Fitch จึงออกมาพร้อมหน้าพร้อมตาเตือน และพร้อมที่จะลด credit rating หากใช้นโยบายทางการคลังที่ไม่เหมาะสม
ดังนั้น นักลงทุนจึงเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างหนักจน yield ขึ้นมากว่า 70 basis point (รวมผลกระทบจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น) เเล้ว เพียงระยะเวลาเพียงเดือนเศษ จนมาอยู่ในระดับเดียวกันกับเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ส่วนค่าเงินบาทกำลังลงไป test low เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นไทยตกไปแล้วกว่า 13%
มีกำลังจะทำให้หนี้สินรัฐบาล 7.6 ล้านล้านบาท ที่มีค่าดอกเบี้ยจ่ายกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท กำลังจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น หากต้อง rollover