Articlesบทความนักเขียนเพดานภาษีทรัมป์ ใจเย็นๆ แต่ช้าไม่ได้ เหตุผลที่ไทยต้องเร่งเจรจากับสหรัฐก่อนชาติอื่น ๆ ด้วยเงื่อนไขที่ทำให้ทรัมป์พอใจ

เพดานภาษีทรัมป์ ใจเย็นๆ แต่ช้าไม่ได้ เหตุผลที่ไทยต้องเร่งเจรจากับสหรัฐก่อนชาติอื่น ๆ ด้วยเงื่อนไขที่ทำให้ทรัมป์พอใจ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศการขึ้นเพดานภาษีของประเทศต่างๆ จนกลายเป็นแผ่นดินไหวทางการค้ากันเลยทีเดียว หลายประเทศโดนเยอะ หลายประเทศโดนน้อย แต่รวมๆแล้ว โดนกัน “ถ้วนหน้า” เรียกได้ว่า ไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามการค้าไปยังแทบทุกประเทศ 

 

เรามาวิเคราะห์ประเด็นนี้รวมถึงสิ่งที่ไทยควรทำกันครับ  

 

เมื่อวิเคราะห์ถึงการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า นี่ไม่ใช่การโยนระเบิดในทางการค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “สเต็ปแรก” ที่สร้างความตื่นตระหนกไปยังประเทศต่างๆ เพื่อลากประเทศต่างๆเข้าสู่การเจรจา เพื่อ hidden agenda ที่อาจจะซ่อนอยู่ พูดง่ายๆว่า ณ ตอนนี้ สหรัฐเปิดสายรอให้โทรหา และพร้อมเจรจากับทุกประเทศ 

 

นี่อาจเป็นการ “จัดแถว” ทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือจะเรียกว่า การจัดระเบียบโลกใหม่ ของสหรัฐก็เป็นได้ 

 

ทำไมจึงคิดเช่นนั้น? 

 

เพราะการที่สหรัฐประกาศขึ้นภาษีของทุกประเทศเช่นนี้ หากมีการบังคับใช้จริง คนที่จะเดือดร้อนหนักที่สุดจะไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพลเมืองสหรัฐนั่นเอง ที่จะต้องแบกภาระราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น เพราะอย่าลืมว่า สิ่งที่ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆนั้น สหรัฐผลิตเองในประเทศได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อจำกัดทางด้านต้นทุน 

 

การขึ้นภาษีนำเข้าพร้อมๆกันกับทุกประเทศอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า “นำเข้าจากใคร ก็แพงขึ้นเหมือนๆกัน” เพราะสินค้าที่จะทดแทนกันได้ก็ถูกขึ้นภาษีเหมือนกันหมด 

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น หากขึ้นเพดานภาษีนำเข้าสินค้า A จากประเทศไทย สินค้า A จากประเทศไทยอาจจะมีราคาสูงขึ้นในสหรัฐ โดยทั่วไปวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้นำเข้าจะหาสินค้าทดแทนโดยไปนำเข้าสินค้า A จากประเทศอื่น (สมมติว่าประเทศ ก.) นี่คือจุดที่จะทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาซึ่งก็คือปัญหาการขายของไม่ได้นั่นเอง 

 

แต่ถ้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า A จากทั้งประเทศไทยและประเทศ ก. พร้อมๆกัน ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องเจอกับภาษีไม่ว่าจะนำเข้าจากไทยหรือประเทศ ก. เช่นนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนมีเพดานภาษีสูงกว่ากัน ถ้าไม่ต่างกัน ทางเลือกของผู้นำเข้าก็จะน้อยลง และความซวยอาจไปตกอยู่กับผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเอง 

 

ถ้าไทยเจรจาได้สำเร็จ สินค้า A ของไทยกลายเป็นไม่มีภาษีนำเข้า หรือมีภาษีนำเข้าน้อยกว่าประเทศ ก. เมื่อนั้น สินค้า A ของไทยก็จะรอด และประเทศ ก. ก็อาจจะต้องเหนื่อย  

 

สอดคล้องกับ สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ ที่บอกว่า “เป็นผมจะไม่พยายามตอบโต้…ตราบใดที่คุณไม่ตอบโต้ นี่คือตัวเลขสูงสุด” นั่นหมายความว่า นี่คือสูงสุด แต่ต่ำลงกว่านี้ได้ หากคุณเจรจา และเราเปิดประตูอยู่นะจ้ะ

 

นี่เป็นเหตุผลที่ผู้เขียนมองว่า ที่ประกาศมานี้อาจเป็นสเต็ปแรกที่นำไปสู่โต๊ะเจรจา 

 

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ควรทำในตอนนี้ คือ “ต้องเร็ว” 

 

ประเทศไทยต้องรีบเจรจา ยื่นหมูยื่นแมว เพื่อให้ลดเพดานภาษีเหล่านี้ลง ซึ่งนี่น่าจะเป็นสเต็ปที่สองที่สหรัฐต้องการ คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทั้งทางการค้าและเลยไปจนถึงทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมองได้ว่า นี่คือการ “จัดแถว” ใหม่ 

 

และแน่นอนว่าผลประโยชน์ของสหรัฐจะเป็นใจความสำคัญของการเจรจา ถ้าให้สหรัฐได้มากจนพอใจ ก็เท่ากับว่าเป็นพรรคเป็นพวกกัน เพดานภาษีก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็ก อย่าลืมว่า ทรัมป์ ใช้หลักการที่เรียกว่า Transaction Diplomacy คือ ผลประโยชน์ต้องชัด 

 

เหตุที่ต้องเร็ว เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น ถ้าสหรัฐไปเจรจาได้ดีลที่ดีกับประเทศอื่นๆแล้ว การเจรจาของเราจะยากลำบากมากขึ้นไปอีก เพราะมันมีเรื่องของสินค้าที่ทดแทนกันได้ด้วยนั่นเอง เราคงไม่อยากเจอสถานการณ์ที่ประเทศ ก. เจรจาได้ปิดดีลได้เร็วกว่าจนสินค้า A ของไทยต้องพบกับหายนะ จริงไหมครับ

 

ดังนั้น ตอนนี้ต้องบอกว่า “ใจเย็นๆ แต่ ช้าไม่ได้” เพราะยังไม่ได้โลกจะแตกอย่างที่สื่อหลายสำนักประโคมกัน แต่ก็ต้องรีบ ไม่งั้นจะเจองานหนักอย่างที่เค้าว่าไว้จริงๆ 

 

สำหรับการเจรจานั้น ถ้าจะให้เสนอแนะ จังหวะนี้ต้องมองหลายๆมุมครับ บางเรื่องอาจเป็นประโยชน์ เช่น ถ้าอเมริกาอยากให้ซื้อของเค้ามากขึ้น ไม่แน่นี่อาจเป็นจุดที่ใช้เจรจาเพื่อซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐที่ปกติแล้วไม่ค่อยยอมขาย หรือเจรจาสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐและไทยได้ด้วย เช่นด้านความมั่นคงทางไซเบอร์หรืออวกาศ 

 

รวมไปจนถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางของประเทศจากประเทศผู้ผลิตสินค้า (ของชาติอื่น) แล้วส่งออก ไปสู่การโฟกัส “สินค้าไทยที่แท้จริง” ตามความต้องการของตลาดสหรัฐ เพราะอย่าลืมว่าไอ้ที่สิ่งออกกันอยู่ทุกวัน (ที่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากเพดานภาษี) จริงๆแล้วเป็นสินค้าที่ไทยผลิตและประกอบในฐาน “โรงงาน” เสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ “เจ้าของ” ที่แท้จริง

 

อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะปรับทัพใหม่ เปลี่ยนจากการมองในมุม “ตัวเลขการส่งออก” ไปสู่มุมของ “การผลิตของชาติที่แท้จริง”

 

นอกจากนี้ นี่อาจเป็นโอกาสใหม่ของไทยในการ “เปิดตลาดใหม่” ด้วยเช่นกัน เพราะคนที่ช้ำจากสหรัฐก็จะมีมาก ประเทศเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทย ไทยอาจต้องเบนเข็มมาเพิ่มความสำคัญกับการบุกตลาดใหม่เหล่านี้ให้มากขึ้น เช่น อาเซียนที่เป็นตลาดใหญ่มาก 

 

แต่ยังคงติดปัญหาภายในอาเซียนเองจนทำให้ใช้ประโยชน์ในเวทีนี้ได้ไม่เท่าที่ควรสักที หรือนี่อาจเป็นโอกาสในการเป็น “ผู้นำ” ของอาเซียนอีกครั้งก็อาจทำได้ ทุกวิกฤติ มีโอกาสเสมอครับ

 

แต่สุดท้าย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นจุดจบของ “โลกาภิวัตน์” อย่างที่นายกสิงคโปร์ว่าไว้จริงๆก็เป็นได้ เพราะไม่ว่าจะมากหรือจะน้อย แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากโลกการค้าเสรีที่สหรัฐเพียรสร้างมาหลายทศวรรษอย่างแน่นอน

 

อย่าลืมนะครับ งานนี้ “ต้องไว”

 

เอวัง 



ร้อยเอก ดร. จารุพล เรืองสุวรรณ

ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิตสาขาการทูตและการต่างประเทศ 

คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า