Articlesบทบรรณาธิการฮุนเซนใส่เกียร์ถอย เลิกคำสั่งแบนสินค้าไทย เพราะถ้ากัมพูชาขาดสินค้าไทย ตระกูลฮุน อาจจะต้องลี้ภัยไปจากกัมพูชา | The Structure

ฮุนเซนใส่เกียร์ถอย เลิกคำสั่งแบนสินค้าไทย เพราะถ้ากัมพูชาขาดสินค้าไทย ตระกูลฮุน อาจจะต้องลี้ภัยไปจากกัมพูชา | The Structure

เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย. 2568) ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชาประกาศปิดด่านทุกด่านเพื่อไม่ให้สินค้าไทยเข้าสู่กัมพูชา เพื่อบีบบังคับให้ไทยยกเลิกมาตรการจำกัดการเข้าออกพรมแดน ก่อนที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมาจะกลับลำ บอกว่าหมายถึงเฉพาะผักและผลไม้เท่านั้น

 

ซึ่งเรื่องนี้สร้างความรู้สึกขบขันให้แก่คนไทยไม่น้อย แต่ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปราะบางของกัมพูชา ที่ไม่มีความมั่นคงหากไม่ได้พึ่งพิงสินค้าจากประเทศไทย

 

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชาจะออกมาขู่ปิดด่านทุกด่านของกัมพูชา เพื่อปิดไม่รับสินค้านำเข้าจากประเทศไทย โดยอ้างว่าที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากัมพูชาอย่างมากมาโดยตลอด ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ไม่ได้เกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย

 

เพราะว่าในปี 2567 ไทยได้ดุลการค้ากัมพูชากว่า 1 แสนล้านบาท [1] และไทยมีแนวโน้มว่าจะได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยใน 5 เดือนแรกของปี 2568 กัมพูชานำเข้าสินค้าไทย 4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% ในขณะที่กัมพูชาส่งออกสินค้าสู่ไทยเพียง 1.28 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% เท่านั้น [2]

 

ทั้งนี้ ปี 2567 ประเทศไทยมี GDP 18.58 ล้านล้านบาท [3] ซึ่งถ้าหากกัมพูชาแบนสินค้าไทยทั้งหมดจริง ก็เท่ากับว่าไทยจะสูญเสียเพียง 0.54% ของ GDP เท่านั้น แต่สินค้าที่กัมพูชานำเข้าจากประเทศไทยนั้นเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และสินค้าอุตสาหกรรม ที่กัมพูชาไม่สามารถผลิตเองได้

 

สำนักข่าว ขแมร์ ไทมส์ รายงานว่าไทยถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของกัมพูชา ตามหลังจีน, สหรัฐ และเวียดนาม แต่เหนือกว่าญี่ปุ่น และแคนาดา เนื่องจากว่ากัมพูชาต้องพึ่งพาสำเร็จรูปจากไทย ในขณะที่ไทยรับวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่กัมพูชาผลิตเองไม่ได้ไปผลิตต่อ ก่อนที่จะถูกส่งกลับมาขายให้กัมพูชาอีกครั้ง [2]

 

ดังนั้น การที่กัมพูชาสั่งห้ามนำเข้าสินค้าไทยทั้งหมด ย่อมจะทำให้เกิดภาวการณ์ขาดแคลนสินค้าอย่างกะทันหัน อันจะส่งผลให้เกิดปัญหาข้าวของแพงขึ้น เงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนชาวกัมพูชา และจะส่งผลร้ายต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลกัมพูชาเอง

คนกัมพูชาเคยมีแนวคิดที่จะไม่ใช้สินค้าไทย แล้วให้หันมาใช้สินค้าจีนและเวียดนามแทนมานานแล้ว ไม่น้อยกว่า 15 ปี ซึ่งตัวผมเองเคยเดินทางไปเที่ยวกัมพูชา และพบเห็นสินค้าไทยวางขายในท้องตลาดกรุงพนมเปญ และเสียบเรียบมากมาย  ไกด์ชาวกัมพูชาบอกว่า คนกัมพูชาไม่อาจไม่ยอมรับได้ว่าสินค้าไทยมีคุณภาพสูงกว่า ในราคาที่จับต้องได้ จึงทำให้สินค้าไทยยังคงเป็นที่นิยมในกัมพูชา

 

ในขณะที่ในปี 2565 ผมมีโอกาสได้พบปะกับคณะนักธุรกิจนำเข้าสินค้าไทยสู่กัมพูชา พวกเขากล่าวว่าสินค้าไทยยังคงเป็นที่นิยมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย เนื่องจากคุณภาพที่สูงในราคาที่สมเหตุผล ส่วนสินค้าที่ชาวกัมพูชายังต้องการ ยังคงเป็นน้ำตาล เครื่องดื่ม  และของใช้ในชีวิตประจำวัน

 

อีกทั้งยังมีรายงานว่า ปี 2567 กัมพูชานำเข้าสินค้าดังนี้ (ของเวียดนามเป็นข้อมูลปี 2566) [4] [5] [6]

1 กลุ่มน้ำตาล นำเข้าจากไทย 17,587.05 ล้านบาท, จีน 195.95 ล้านบาท และเวียดนาม 156.96 ล้านบาท

2 กลุ่มเครื่องดื่ม นำเข้าจากไทย 15,594.45 ล้านบาท, จีน 664.44 ล้านบาท และเวียดนาม 1,387.64 ล้านบาท

3 กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จชนิดต่างๆ นำเข้าจากไทย 8,111.90 ล้านบาท, จีน 949.77 ล้านบาท และเวียดนาม 503.78 ล้านบาท

4 กลุ่มเนื้อสัตว์ เนื้อปลา และอาหารทะเล นำเข้าจากไทย 4,514.85 ล้านบาท, จีน 1,319.49 ล้านบาท และเวียดนาม 346.06 ล้านบาท

 

5 กลุ่มธัญพืช แป้ง แป้งมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์นม นำเข้าจากไทย 4,409.47 ล้านบาท, จีน 300.08 ล้านบาท และเวียดนาม 2,393.31 ล้านบาท

6 กลุ่มสบู่ น้ำมันหล่อลื่น ขี้ผึ้ง เทียน แป้งปั้นโมเดล นำเข้าจากไทย 3,129.41 ล้านบาท, จีน 872.44 ล้านบาท และเวียดนาม 1,029.74 ล้านบาท

 

7 กลุ่มผลิตภัณฑ์นม ไข่ น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์ที่รับประทานได้ นำเข้าจากไทย 2,842.02 ล้านบาท, จีน 39.69 ล้านบาท และเวียดนาม 929.49 ล้านบาท

 

8 กลุ่มยา นำเข้าจากไทย 2,284.69 ล้านบาท, จีน 1,906.90 ล้านบาท และเวียดนาม 933.16 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า สินค้าจำพวกอาหารและยาของไทย ยังคงมีอิทธิพลในตลาดกัมพูชาอย่างสูง จนถ้าหากมีการยุติการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้เกิดการจลาจลในกัมพูชา จากภาวะข้าวยากหมากแพง ขาดแคลนอาหาร, ยา และของใช้ที่จำเป็นได้

ทั้งนี้ มีหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า สาเหตุที่ฮุน เซน ออกมาขยับตัวหาเรื่องประเทศไทยอย่างหนักในครั้งนี้นั้น ก็เพราะหวังจะสร้างฐานอำนาจบารมีให้แก่ฮุน มาเนต ลูกชายที่เป็นนายกฯ กัมพูชา แต่ถ้าหากเขาเล่นแรงจนเกินไป จนทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของกัมพูชาที่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาไทยอีกมากล่มสลาย

 

ตระกูลเตียที่เป็นบ้านใหญ่อันดับ 2 ที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับคนไทย และมักจะมาใช้บริการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอยู่บ่อย ๆ อาจจะออกมาขับเคลื่อนให้ตระกูลฮุน ต้องหาประเทศที่อยู่ใหม่แทน

 

#TheStructure

#TheStructureEssay

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ชายแดนไทยกัมพูชา #ฮุนเซน

 

อ้างอิง

[1] กรุงเทพธุรกิจ, “ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา สะเทือนเศรษฐกิจ จับตาดึงแรงงานกลับ”, https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1184736

 

[2] Khmer Times, “Cambodia-Thailand trade tops $1.87B in first 5 months”, https://www.khmertimeskh.com/501698867/cambodia-thailand-trade-tops-1-87b-in-first-5-months/

 

[3] สภาพัฒน์ฯ, “เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2567 ทั้งปี 2567 และแนวโน้มปี 2568”, https://www.nesdc.go.th/download/article/article_20250217133817.pdf

 

[4] Trading Economic, “Thailand Exports to Cambodia”, https://tradingeconomics.com/thailand/exports/cambodia

 

[5] Trading Economic, “China Exports to Cambodia”, https://tradingeconomics.com/china/exports/cambodia

 

[6] Trading Economic, “Vietnam Exports to Cambodia”, https://tradingeconomics.com/vietnam/exports/cambodia

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า