ทำไมการตัดไฟ เมียนมาจึงไม่ค่อยได้ผล? ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้ ‘พรรคฝ่ายค้านไทย’ ควรแสดงบทบาท บนเวทีอาเซียนเพื่อช่วย ‘รัฐบาล’ สร้างแรงกดดัน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวถึงมาตรการตัดไฟฟ้าเมียนมา ของรัฐบาลไทย เพื่อการกดดันแก๊งคอลเซ็นเตอร์-อาชญากรข้ามชาติในเมียนมาว่า
มีการตั้งข้อสังเกตว่าการตัดไฟแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา อาจจะไม่ช่วยได้ทั้งหมด เนื่องจากว่ากลุ่มเหล่านี้นั้นมีแหล่งพลังงานอื่นที่นอกเหนือจากไฟฟ้าจากไทย ทั้งนี้การสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นควบคู่กันไป อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
แต่ก็มีข้อจำกัดจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นนั้น ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลกลางของเมียนมา เนื่องจากเมียนมานั้นอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งแม้แต่การลาดตระเวนตามแนวชายแดนเมียนมานั้น ไม่ได้ทำโดยทหารเมียนมา ดังนั้นการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับไทย
อีกทั้งกลุ่มเหล่านี้นั้น มีความเชื่อมโยงกับไทย มีการเข้าออกไทยเป็นประจำ ซึ่งไทยสามารถใช้เรื่องนี้ในการสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้ได้ดีกว่าหลายประเทศ และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุว่าทำไมไทยจึงถูกกดดันมาเป็นเวลาหลายปี ให้ไทยจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่เข้ามาอาศัยพื้นที่ของไทยให้ชัดเจนมากกว่านี้
สำหรับชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานในเมียนมานั้น แบ่งออกได้ 2 ส่วน ซึ่งมีรายงานว่า ธุรกิจในรัฐฉานที่กำลังเจริญรุ่งเรืองนั้นค่อนข้างที่จะเปิดเผย และไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็มีขบวนการผิดกฎหมายอยู่ในนั้นด้วย และมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคาดคิด และได้กลายเป็นภัยคุกคามของอาเซียนไปแล้ว
สำหรับการดำเนินการของอาเซียนนั้น ความจริงแล้วมีข้อตกลงของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรข้ามชาติที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ยังขาดผู้นำในการผลักดันให้เกิดการปราบปรามและกดดันอย่างจริงจัง
ซึ่งเราทราบกันดีว่ามีประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานการฟอกเงิน และการโจมตีทางไซเบอร์ และยังมีอีกหลายประเทศที่เป็นที่พบปะพูดคุยของกลุ่มอาชญากร ซึ่งควรจะมีการพูดคุยกับประเทศเหล่านั้น
ข้อมูลประเทศเหล่านี้ เป็นที่ทราบกันดีในวงการความมั่นคงอยู่แล้ว แต่โดยมารยาททางการทูต รัฐบาลไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ แต่ฝ่ายค้านของไทยสามารถจำข้อมูลเหล่านี้ออกมาเปิดโปงในรัฐสภาอาเซียนได้ เพื่อเป็นการสร้างแรงกดดันได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการถ่ายทอดสด ก็จะเป็นการสร้างแรงกดดันที่มหาศาลต่อกลุ่มเหล่านี้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ และยุโรปมาแล้ว เนื่องจากนักการเมืองเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวตามแรงกดดันจากภาคประชาสังคมที่เดือดร้อนจากปัญหาเหล่านี้