White Lotus SS3 ทำคนอิตาลีอยากกินอาหารไทย ‘พาณิชย์’ ชี้อิตาลีขายข้าวยากขึ้น เพราะคนอิตาลีอยากกินอาหารไทยมากขึ้น แต่ไทยต้องเร่งขายข้าวแข่งกับปากีสถาน-กัมพูชา-อินเดีย ที่ขายได้มากกว่า
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานว่า ถึงแม้ว่าอิตาลีจะเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป (EU) ครองตลาด EU 50% แต่ในปัจจุบันอิตาลีกำลังเผชิญหน้ากับการแย่งตลาดโดยคู่แข่งนอก EU
ในขณะที่ภาวะโลกร้อนสร้างผลกระทบต่อกำลังการผลิตข้าวของอิตาลี ในขณะที่นโยบายภาษีนำเข้าของ EU ยังทำให้อิตาลีเสียเปรียบทางการค้าและถูกแย่งตลาด อีกทั้งนโยบายเกษตรร่วมของ EU ยังไม่มีความแน่นอน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและความท้าทายในการดำเนินนโยบายให้เกิดผลจริง
นอกจากนี้ การทำ FTA กับประเทศอื่น ๆ นอก EU จนทำให้ภาคอุตสาหกรรมข้าวของอิตาลีกำลังเผชิญความท้าทายจากปริมาณการนำเข้าข้าวที่เพิ่มขึ้นจนคิดเป็น 50% ของสินค้าข้าวภายในประเทศ
ซ้ำร้ายซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 ได้สร้างกระแสความนิยมอาหารไทยอย่างเห็นได้ชัด เเพราะอาหารและการเดินทางเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ร้านอาหารหลายแห่งจึงเริ่มนำเสนอเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติของดินแดนตะวันออกมากขึ้น
ผัดไทยครองตำแหน่งเมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอิตาลี โดยมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 32% ในปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยสะเต๊ะและมัสมั่น และปิดท้ายด้วยส้มตำ ยิ่งไปกว่านั้น วันจันทร์กำลังกลายเป็นวันที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทย
จนทำให้ยอดสั่งอาหารไทยในวันจันทร์เพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นวันที่ซีรีส์ The White Lotus ตอนใหม่ออกอากาศในอิตาลี คาดว่าแนวโน้มนี้มีการเติบโตต่อไป
นอกจากนี้ พฤศจิกายนยังเป็นเดือนที่มีการสั่งอาหารไทยมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนต้องการ “หนี” ความซึมเซาของฤดูหนาว ผ่านรสชาติของอาหารไทยที่กลมกล่อมและจัดจ้าน
แนวโน้มดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการส่งออกสินค้าข้าวในไทยเช่นเดียวกัน โดยข้าวถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมายังตลาดอิตาลี ในปี 2567 การส่งออกข้าวของไทยมายังอิตาลีมีมูลค่า 35.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 50% โดยประเภทของข้าวที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดคือข้าวหอมมะลิ มูลค่าการส่งออก 22.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 132.33%
DITP ให้ความเห็นว่า แนวโน้มความนิยมของอาหารไทยที่เพิ่มขึ้นในอิตาลีอาจเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการนำเข้าข้าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมข้าวของอิตาลีกำลังเผชิญความท้าทายจากผลผลิตที่ต่ำกว่าคาดและแรงกดดันจากการนำเข้าข้าวจากนอกสหภาพยุโรป
ความต้องการบริโภคข้าวในอิตาลีที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับกระแสอาหารไทยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อาจเปิดโอกาสให้ข้าวไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง และข้าวเหนียว มีบทบาทมากขึ้นในตลาดอิตาลี
นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านการผลิตของอิตาลีและราคาข้าวภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้นำเข้ารายใหญ่และผู้ประกอบการอาจมองหาทางเลือกที่มีคุณภาพและคุ้มค่ามากขึ้นจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับข้าวไทยในการขยายส่วนแบ่งตลาดในอิตาลีต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ข้าวไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันอีกครั้ง เนื่องจากอินเดียยกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกข้าวขาวและเริ่มกลับมาส่งออกอีกครั้ง ตั้งแต่กันยายน 2567 ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวมายังอิตาลี มูลค่า 5.41 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวลง 42.42%
และคาดว่าตลอดทั้งปี 2568 ข้าวไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคากับกัมพูชา และเมียนมา อีกครั้ง เนื่องจากยังคงได้สิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ จากมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP – Generalized System Preference) ที่ให้แก่ประเทศ LDCs ภายใต้โครงการ EBA (Everything But Arms) (การนำเข้าข้าวจากไทยมายังอิตาลีมีอัตราภาษีที่ 175 ยูโร/ตัน)
ข้อมูลจาก Global Trade Atlas ณ เดือนมกราคม 2568 พบว่า 5 อันดับแรกที่อิตาลี นำเข้าข้าวมูลค่าสูงสุดมีดังนี้
อันดับ 1 ปากีสถาน นำเข้า 5,419 ตัน มูลค่า 5.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัว 17.05%)
อันดับ 2 กัมพูชา 3,993 ตัน มูลค่า 3.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัว 404.59%)
อันดับ 3 อินเดีย 2,452 ตัน มูลค่า 2.72 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัว 176.12%)
อันดับ 4 ไทย 952 ตัน มูลค่า 1.17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัว 27.17%)
และอันดับ 5 เมียนมา 850 ตัน มูลค่า 0.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัว 139.05%)
อ่านรายงานฉบับเต็มของ DITP ที่นี่ – https://www.ditp.go.th/post/199733