2 ธุรกิจดาวรุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ธปท. ชี้ธุรกิจสุขภาพ และดิจิทัล เป็น 2 ธุรกิจที่มี ศักยภาพสูง และมีโอกาสที่จะเติบโต
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทความเรื่อง “โอกาสเติบโตของเศรษฐกิจไทยกับธุรกิจบริการดาวรุ่ง” โดยมีเนื้อหาโดยสรุปว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน แต่ ธุรกิจบริการสุขภาพ และ ธุรกิจดิจิทัล กลับมีศักยภาพในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน
ธุรกิจสุขภาพไทยมาแรง – โอกาสเติบโตสูงแม้ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
ประเทศไทยมีจุดแข็ง ด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญและคุณภาพบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัยและกระแสรักสุขภาพ ทำให้ GDP หมวดสุขภาพขยายตัวถึง 5.8% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการเติบโตช่วงปกติ (ปี 2553-2562) ที่ 4.4% โดยเฉพาะในภาคเอกชนที่มีการให้บริการที่หลากหลายและครอบคลุม
อย่างไรก็ดี แม้ภาคเอกชนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนเพียง 30% ของ GDP ด้านสุขภาพ ขณะที่สัดส่วนอีก 70%มาจากภาครัฐ เช่น การรักษาในระบบบัตรทอง สิทธิข้าราชการ และประกันสังคม ซึ่งโดยทั่วไปมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่ำกว่า ดังนั้น GDP หมวดสุขภาพโดยรวมจึงไม่ได้เติบโตอย่างชัดเจนแม้บริการสุขภาพภาคเอกชนขยายตัวดี
นอกจากนี้ ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ค่อนข้างแพงและการขาดการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าต่างชาติตั้งแต่เข้าประเทศยังเป็นอุปสรรคสำคัญของธุรกิจบริการสุขภาพภาคเอกชน
ซึ่งคุณนภสร ประสงค์ศักดิ์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์จากฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธปท. เสนอแนวทางการปลดล็อกธุรกิจสุขภาพไทยดังนี้
1 เพิ่มการประชาสัมพันธ์
เร่งสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริการสุขภาพไทย พร้อมทั้งเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น สื่อโซเชียลมีเดีย และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อขยายฐานลูกค้าและเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ
2 การให้บริการแบบครบวงจรหรือ One-stop Service
ตั้งแต่ทัวร์เอเจนซี การขนส่งผู้โดยสาร สถานพยาบาล และจนไปถึงโรงแรมหรือบริการต่าง ๆ ในช่วงพักฟื้นหรือสำหรับผู้ติดตามที่ไม่ได้มาใช้บริการสุขภาพ
3 พัฒนาคุณภาพเครื่องมือทางการแพทย์ของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล
ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยและลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ โดยอาจเริ่มจากโครงการที่มีอยู่แล้ว เช่น โครงการบัญชีนวัตกรรมไทย ที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของสินค้าไทย
ซึ่งหากสินค้ามีมาตรฐานและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายจะช่วยทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนของธุรกิจสุขภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
ธุรกิจดิจิทัลไทยโตต่อเนื่อง – สตาร์ทอัพท้องถิ่นได้เปรียบจากความเข้าใจตลาดในประเทศ
ธุรกิจดิจิทัล หรือการให้บิการที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัล มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วน GDP หมวด Digital ICT เพิ่มขึ้นจาก 0.4% ในปี 2563 เป็น 0.9% ในปี 2566 ครอบคลุมบริการอย่างการออกแบบกราฟิก พัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี และศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center)
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ในไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยีสูง อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการต่างชาติที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าและต้นทุนต่ำกว่า เช่น ChatGPT และแพลตฟอร์ม AI ระดับโลกอื่น ๆ
ข้อมูลจากดุลบัญชีเดินสะพัดยังชี้ว่าไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิในหมวดบริการ ICT และคอมพิวเตอร์ ขณะที่รายงาน IMD ปี 2566 ระบุว่าไทยอยู่อันดับ 15 ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่อยู่เพียงอันดับ 41 จาก 64 ประเทศในด้านความรู้ สะท้อนว่าไทยยังเน้นการใช้งานมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
คุณนภสรเสนอแนวทางการพัฒนาบริการดิจิทัลดังนี้
1 การเน้นตลาดภายในประเทศ
รายงานของ World Bank ปี 2566 ระบุว่าบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมักมีข้อได้เปรียบในฐานะ “เจ้าบ้าน” ที่สามารถบุกเบิกตลาดก่อนบริษัทระดับโลก ด้วยความเข้าใจบริบทท้องถิ่น เช่น ภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการได้ตรงความต้องการ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความน่าสนใจและวางรากฐานธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง
2 การเพิ่มทักษะและกำลังแรงงาน
Global Innovation Index (GII) ระบุว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ในด้านบุคลากร งานวิจัย และผลผลิตที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านนวัตกรรมของไทย
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดด้าน Online Creativity ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 70 จาก 133 ประเทศ ก็สะท้อนว่าไทยยังมีนักพัฒนาดิจิทัลไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีในระยะยาว
#TheStructure
#TheStructureNews
#ธนาคารแห่งประเทศไทย #สุขภาพ #ดิจิทัล