ความปกติใหม่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้คนในพื้นที่นับล้านไม่ต้องการแบ่งแยกดินแดน รัฐควรมุ่งปฎิบัติการกับกลุ่มหัวรุนแรงโดยเฉพาะ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง โพสต์เฟสบุ๊กกล่าวถึงขบวนการจัดตั้งกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ว่า
“’ความปกติใหม่’ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ความผิดปกติในการก่อเหตุร้ายหลายครั้ง มีพลวัตเพิ่มขึ้น มีแนวร่วมมากขึ้น และมีแผนไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ทั้งเฉพาะหน้าและปลายทาง ซึ่งไม่ใช่ชัยชนะด้วยอาวุธ แต่เป็นการพูดคุยเจรจาต่อรองด้วยหลักสากล เพื่อปูทางไปสู่อำนาจในการปกครองตนเองที่แท้จริง”
รศ.ดร.ปณิธาน อ้างถึงบทความ “ขบวนการจัดตั้งกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ : แรงจูงใจ การขับเคลื่อน และแนวทางแก้ไข” ของตนเอง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง ปี ที่ 10 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2564)
ซึ่งบทความดังกล่าวเป็นบทวิเคราะห์ว่าปัญหาความรุนแรงใน จชต. นั้นมีขบวนการที่ถูกจัดตั้งในพื้นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงด้วยหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง อันจะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ในการแก้ไขปัญหาต่อไป
และมีข้อสรุปว่า “(รัฐ) จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของแนวคิดการมีอยู่ของขบวนการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ ที่มีลักษณะเป็นองค์กร และมีสมาชิกที่หลากหลาย โดยควรมีข้อเท็จจริงในเรื่องลักษณะของโครงสร้าง เป้าหมายของขบวนการหรือองค์กร การดำเนินการในด้านต่างๆ และสมาชิกในระดับต่างๆ ที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในบางลักษณะมาวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง”
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจสรุปได้ว่า สมาชิกของขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ BRN ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง แต่ก็ชี้ได้ว่าสมาชิกบางกลุ่มได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งรัฐจะต้องเปลี่ยนแนวทางการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ เพื่อการพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป
รศ.ดร.ปณิธาน ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HDTV เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2567 ด้วย
โดยรายการดังกล่าวอ้างอิงถึงเหตุการณ์หน้าแฟลตตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ด้วยการใช้คาร์บอม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุกาณ์นี้ 34 คน ซึ่งในนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วย
รศ.ดร.ปณิธานกล่าวว่าสถานการณ์โดยรวมของสถานการณ์มี 2 ทาง หรือ 2 กลุ่มเหตุการณ์ที่ขัดแย้งและสวนทางกัน
โดยกลุ่มเหตุการณ์แรกคือความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป ทั้งด้านสังคม และการค้าโดยรวมนั้นดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีสถิติการก่อเหตุความรุนแรงลดลงถึง 70% เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนรู้สึกได้ถึงความสงบที่กลับคืนสู่พื้นที่
ในขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ลดลง มีการถอดกำลังในหลายพื้นที่ อีกทั้งการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้รับการปรับปรุงมากขึ้น อีกทั้งมีการตรวจสอบการทำงานโดยหน่วยงานจากนานาชาติ
รวมทั้ง OIC (องค์การความร่วมมืออิสลาม) ที่ลงพื้นที่ติดตามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งนำไปสู่การพูดคุยเพื่อสันติสุข และการลดความรุนแรงในภาพรวมของกลุ่มต่าง ๆ ลง ซึ่งรวมไปถึงการพูดคุยกับกลุ่มติดอาวุธด้วย
แต่ภาพที่ 2 ที่สวนทางกันเรื่อย ๆ คือการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐ ซึ่งจะมีความรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นความปกติใหม่ของพื้นที่ ซึ่ง 2 แนวทางนี้มีความยึดโยงกัน จะมีการโจมตีเจ้าหน้าที่ อย่างเช่นเหตุการณ์คาร์บอมที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น เคยมีเกิดขึ้นแล้วกว่า 70 ครั้งต่อสถานีตำรวจภูธรในหลายพื้นที่ ต่อทหารและสำนักข่าวอิศรา
มีงานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่ามีความเชื่อมโยงกันของกลุ่มต่าง ๆ ที่แบ่งงานกันทำ แบ่งปฏิบัติการ ส่วนหนึ่งเพื่อการกดดันเจ้าหน้าที่ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องภายในของกลุ่มติดอาวุธ และบางกลุ่มต้องการผลงานเพื่อนำไปใช้ในการเจรจา
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปกวดขัน และจับกุมดำเนินคดีต่อเหตุการณ์ในส่วนที่ 2 (กลุ่มผู้ก่อเหตุคววามรุนแรง) ต้องมีการถอดบทเรียนให้มากขึ้น
รศ.ดร. ปณิธานระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงสามารถแบ่งได้ ทั้งหมด 3 กลุ่มคือ
1 กลุ่มบัญชาการ
2 กลุ่มแนวร่วม
3 กลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง
โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุฯ จะเป็นผู้มีประวัติอาชญากรรมค่อนข้างน้อยหรือไม่มี ที่ถูกชักชวนให้มาเข้าร่วม และได้รับการฝึกซักซ้อมจากกลุ่มแนวร่วมและกลุ่มบัญชาการ อีกทั้งยังได้รับเงินทุนสนับสนุนในปฏิบัติการอีกด้วย
ทั้งหมดนี้พอจะทราบโครงสร้างใหม่ของกลุ่มขบวนการเหล่านี้ ว่ากลุ่มบัญชาการและกลุ่มสนับสนุนมีที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่การสื่อสารเพื่อดึงเอากลุ่มที่ 3 ซึ่งมีประวัติอาชญากรรมน้อย บางส่วนอาจจะมีหน้าที่การงานอยู่ในระบบของเรา ซึ่งจะทำให้สามารถแยกแยะได้ยาก
ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ภาครัฐจะต้องทำงานกันหนักมากขึ้นเพื่อดูแลกลุ่มแนวร่วมสนับสนุน และกลุ่มผู้ก่อเหตุฯ ที่ยังไม่มีประวัติอาชญากรรม และถูกโน้มน้าวให้มาเข้าร่วมขบวนการ อีกทั้งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนค่อนข้างมาก
เมื่อถูกถามถึงวัตถุประสงค์ในการก่อเหตุ รศ.ดร.ปณิธานตอบว่าต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคนกลุ่มใหญ่ที่มีประชากรนับล้านคน ที่ไม่ได้มีความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดน ตั้งรัฐอิสระหรือรัฐใหม่แล้วอย่างชัดเจน ผู้นำในกลุ่มนี้มีการเปิดเผยตัวเอง และปฏิเสธแนวความคิดในการใช้ความรุนแรงแบบสุดโต่ง
แต่กลุ่มที่ 2 ที่มี 3 กลุ่มย่อยดังที่กล่าวไปแล้วนั้น เท่าที่ได้ไปสัมผัส สัมภาษณ์พบว่ามีแนวคิดที่สุดโต่งรุนแรงมากขึ้น คนกลุ่มนี้เชื่อในการตั้งรัฐอิสระ รัฐคู่ขนานบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ดั้งเดิม ใช้ภาษา แนวความคิด และขนมธรรมเนียมประเพณีเดิม
กลุ่มเหล่านี้ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมนักวิจัยหลายทีม และเห็นชัดเจนว่ามีแนวคิดที่เข้มข้นมากขึ้น มีการใช้การเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้กำลัง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือการตั้งรัฐอิสระ หรืออย่างน้อยคือการตั้งเขตปกครองตนเอง ที่มีเอกภาพและอิสรภาพมากขึ้น
ถึงแม้ว่ากลุ่มเหล่านี้จะมีจำนวนน้อย แต่ความรุนแรงในกลุ่มนี้กลับสวนทางกับภาพรวมและความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่
เมื่อถูกถามถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังจากนี้ รศ.ดร. ปณิธานตอบว่าแนวทางการพูดคุยด้วยกติกาสากล ในลักษณะการใช้ภาคประชาสังคมเข้าไปกดดันนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งแนวทางนี้หลายประเทศก็ใช้กัน
แต่ในส่วนที่ 2 เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปปิดล้อมดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อการปลดอาวุธ ห้ามมิให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้สถานการณ์การพูดคุยประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย ซึ่งในส่วนที่ 2 ยังทำได้ไม่ดี และมีปัญหาค่อนข้างมากคงจะต้องมีการถอดบทเรียนกันอย่างจริงจัง
เมื่อถูกถามว่าภาครัฐสามารถทำให้ประชาชนในพื้นที่มาเข้าร่วมกับภาครัฐได้ดีพอแล้วหรือไม่ รศ.ดร. ปณิธานตอบว่า ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว โดยพิจารณาจากจำนวนคนส่วนใหญ่ (มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่กว่า 1 ล้านคน)
อีกทั้งการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐก็น้อยลงจนแทบจะไม่มี ยกเว้นแต่เพียงการใช้กฎหมายพิเศษซึ่งจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง ยกเว้นแต่เรื่องของการใช้กำลัง ซึ่งจะต้องทำให้สอดคล้องกับกติกาสากล และความต้องการของประชาชน (ในพื้นที่) มากขึ้น แต่ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควร
แต่ในส่วนของงานความมั่นคง การป้องกันเหตุร้าย การถอดบทเรียนในส่วนนี้ยังถือว่ายังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้การพูดคุยสันติสุขมีความเสียหาย และถูกลดความน่าเชื่อถือลง ประเด็นนี้ต้องระวังและหาทางแก้ไข
เมื่อถูกถามถึงแนวทางของรัฐบาลในการผ่อนคลายสถานการณ์ในพื้นที่ให้เบาลง ผ่านการลดจากกฎอัยการศึก และ พรก. ฉุกเฉินลงเป็น พรบ. ความมั่นคง ว่าดำเนินมาอย่างถูกทางแล้วหรือไม่ รศ.ดร. ปณิธานตอบว่า น่าจะมาถูกทางแล้ว โดยพิจารณาจากผลการวิจัยหลายชิ้น และข้อเสนอแนะในการพูดคุย และดูจากการสังเกตการณ์ของนานาชาติ
เนื่องจากกฎหมายพิเศษเหล่านั้นไปกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ สร้างแนวร่วมมุมกลับได้ไม่ยาก อีกทั้งกระทบต่อบรรยากาศภาพรวมของเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้า และการใช้ปฏิบัติการพิเศษต่างหาก กับกลุ่มคนที่มีส่วนในการก่อเหตุความรุนแรงนั้น จะทำให้สถานการณ์ในภาพรวมดีขึ้น