โอกาสของ Fintech ไทยในเวียดนาม เวียดนามเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษีชุดใหม่ รองรับเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล
กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ (DITP) รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป รัฐบาลเวียดนามจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่สำคัญของระบบภาษีในประเทศ ครอบคลุมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และกลไกการจัดเก็บภาษีในภาคเศรษฐกิจดิจิทัล
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบภาษีที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจและเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งรัฐและภาคเอกชนในระยะยาว
หนึ่งในมาตรการเด่น คือ การบังคับใช้ระบบการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดในการหักภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแม้แต่ธุรกรรมที่มีมูลค่าต่ำก็ต้องแสดงหลักฐานการชำระผ่านระบบธนาคารหรือระบบดิจิทัล ซึ่งนโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการออกใบแจ้งหนี้ปลอม เสริมสร้างวินัยทางการเงิน และส่งเสริมความโปร่งใสในห่วงโซ่ธุรกรรม
แม้ว่าผู้ค้ารายย่อยหรือผู้ขายในตลาดดั้งเดิมอาจต้องปรับตัวในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาวจะช่วยให้พวกเขาสร้างประวัติการเงินที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งทุนหรือสินเชื่อจากระบบการเงินอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ รัฐบาลได้เปลี่ยนมาใช้ “เลขประจำตัวประชาชน” 12 หลัก แทนรหัสผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภาษีกับฐานข้อมูลประชากร ประกันสังคม ข้อมูลที่ดิน และบัญชีธนาคาร
การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดเก็บภาษี แต่ยังเปิดทางให้รัฐสามารถใช้เทคโนโลยี Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เสียภาษี และตรวจจับการหลีกเลี่ยงภาษีหรือธุรกรรมผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญของเวียดนามสู่การบริหารภาษีสมัยใหม่ที่เน้นการใช้ข้อมูลเป็นฐาน
ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลได้กำหนดให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopee, Lazada และ Tiki ต้องทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินให้แก่ผู้ขาย โดยกำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามประเภทสินค้าและบริการ
แนวทางนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเสียภาษีระหว่างผู้ค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลกับผู้ค้ารายย่อยหรือร้านค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีมาโดยตลอด
อีกด้านหนึ่ง มาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 8 สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ ได้รับการออกแบบมาเพื่อบรรเทาภาระของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ แต่ยังมีผลในการกระตุ้นการบริโภค เพิ่มกระแสเงินหมุนเวียน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
การปฏิรูประบบภาษีในครั้งนี้ ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในระดับมหภาค โดยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรการค้าทั้งในและต่างประเทศ ความชัดเจน โปร่งใส และเสถียรภาพของนโยบายภาษี
ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ เวียดนามยังส่งสารที่ชัดเจนว่าพร้อมจะสนับสนุนภาคเอกชนผ่านกรอบนโยบายที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการพัฒนาระบบภาษีให้สอดรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพลวัตของเศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เวียดนามจึงเดินหน้าอย่างจริงจังในการยกระดับระบบภาษีให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อทั้งความต้องการของรัฐและภาคธุรกิจได้อย่างสมดุล
ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายภาษีชุดใหม่ของเวียดนาม จะเปิดโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจและเสริมบทบาทในตลาดเวียดนามได้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีการเงินและบริการดิจิทัล การบังคับใช้ระบบชำระเงินแบบไร้เงินสดในการขอคืน VAT แม้ในธุรกรรมมูลค่าต่ำ จะเร่งให้ผู้บริโภคและธุรกิจเวียดนามเข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัลอย่างจริงจัง
ผู้ประกอบการไทยที่มีจุดแข็งด้าน Fintech แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ E-payment สามารถใช้จังหวะนี้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดรับกับนโยบายรัฐเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบบัญชีให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านภาษีใหม่ การทำความเข้าใจอัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละหมวดสินค้า รวมถึงการดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซภายใต้ระบบหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งมีผลต่อการรับชำระเงินและการบริหารรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
#TheStructure
#TheStructureNews
#Fintech #เวียดนาม #DITP
อ่านรายงานฉบับเต็มของ DITP: https://www.ditp.go.th/post/u64ui8eecadxfhl5akgwvza0