Newsต่างประเทศสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่ง ห้ามขายอาวุธร้ายแรงให้ซาอุฯ โดยพร้อมกลับมาขายอาวุธให้ได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า

สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่ง ห้ามขายอาวุธร้ายแรงให้ซาอุฯ โดยพร้อมกลับมาขายอาวุธให้ได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ (9 ส.ค.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งห้ามจำหน่ายอาวุธร้ายแรงให้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการกลับลำนโยบายเดิมที่บังคับใช้มา 3 ปี ในการกดดันให้ซาอุดีอาระเบียยุติในสงครามเยเมน ซึ่งส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก

 

แหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์ว่า ฝ่ายบริหารได้สรุปการตัดสินใจดังกล่าวต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ และไบเดนจะดำเนินการแจ้งเรื่องการขายในช่วงบ่ายวันศุกร์ โดยการขายอาวุธให้ซาอุดิอาระเบียอาจจะกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า 

 

“ซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินการในส่วนของเขาแล้ว และเราก็พร้อมที่จะดำเนินการในส่วนของเรา” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลไบเดน กล่าว 

 

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ ข้อตกลงซื้อ-ขายอาวุธระหว่างประเทศล็อตใหญ่ จะต้องได้รับการพิจารณาโดยสมาชิกรัฐสภาก่อนจึงจะสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้

 

สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ตั้งคำถามถึงการจัดหาอาวุธร้ายแรงให้กับซาอุดีอาระเบียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยอ้างถึงประเด็นต่างๆ เช่น การเสียชีวิตของพลเรือนจากสงครามในเยเมน และข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

 

อย่างไรก็ตาม กระแสคัดค้านเริ่มผ่อนปรนลงท่ามกลางความวุ่นวายในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2022 รวมถึงนโยบายทางการเมืองของซาอุดีอาระเบียที่เปลี่ยนไปในเยเมน 

 

นับตั้งแต่ที่ซาอุดีอาระเบียและฮูตีบรรลุข้อตกลงสงบศึกภายใต้การนำของสหประชาชาติ เมื่อเดือน มี.ค. 2022 ซาอุดีอาระเบียได้ยุติการโจมตีทางอากาศในเยเมน และการยิงข้ามพรมแดนจากเยเมนเข้ามาในซาอุดีอาระเบียก็ยุติลงเป็นส่วนใหญ่

 

นับตั้งแต่ที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ ทำงานร่วมกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบียอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อวางแผนขั้นต่อไปสำหรับฉนวนกาซาหลังสิ้นสุดสงคราม

 

นอกจากนี้ รัฐบาลของไบเดน ยังได้เจรจาข้อตกลงด้านกลาโหม และข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนกับริยาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกว้างๆ ที่มุ่งหวังให้ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลปรับความสัมพันธ์ทางการทูตสู่ระดับปกติ แม้ว่าเป้าหมายดังกล่าวจะยังคงคลุมเครือก็ตาม

 

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ระดับภัยคุกคามในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว โดยอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลังประกาศว่าจะตอบโต้อิสราเอล หลังจากอิสมาอิล ฮานีเยห์ ผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสถูกสังหารในเตหะราน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า