ลุยสงครามวัฒนธรรมสหรัฐฯ เตรียมกลับเข้าสมาชิก UNESCOเพื่อผลักดันและส่งเสริม ‘วิสัยทัศน์โลกเสรี’ และแข่งขันกับจีนในเวทีการเมืองโลก
องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศเมื่อวานนี้ (12 มิ.ย.) ว่าสหรัฐฯ มีแผนกลับเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การ UNESCO อีกครั้ง หลังจากที่ถอนตัวออกไปเมื่อราว 5 ปีก่อน
“นี่เป็นการแสดงความเชื่อมั่นอย่างแข็งขันต่อ UNESCO และในลัทธิพหุภาคี” ออเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวในถ้อยแถลง
ในปี 2554 สหรัฐฯ ตัดเงินสนับสนุนยูเนสโกภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา หลังจากที่ปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิกของทางองค์การอย่างเต็มรูปแบบ
ต่อมาในปี 2560 สหรัฐฯ และอิสราเอล ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิก UNESCO อย่างเป็นทางการภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากไม่พอใจอคติต่อชาวยิวและการจัดการที่ผิดพลาด
“จีนในขณะนี้เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินรายใหญ่ที่สุดรายเพียงรายเดียวของ UNESCO พวกเขากำลังทำงานเกี่ยวกับกฎ บรรทัดฐาน และมาตรฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราต้องการไปที่นั่น” รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน กล่าวในเดือนมีนาคม
นอกจากนี้ บลิงเคนยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดสรรงบประมาณจำนวน 150 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,181 ล้านบาท) สำหรับการเตรียมตัวกลับเข้าเป็นสมาชิกองค์การ UNESCO เนื่องจากสหรัฐฯ มีหนี้ค้างชำระให้แก่ UNESCO เป็นเงินจำนวนมาก
“การกลับเข้าเป็นสมาชิกองค์การ UNESCO จะช่วยปิดช่องว่างที่สำคัญในเรื่องชุดเครื่องมือและขีดความสามารถในการเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐฯ และยังช่วยให้สหรัฐฯ จัดการกับต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการห่างหายไปจากการแสดงบทบาทบนเวทีโลก โดยเฉพาะการแข่งขันกับจีน” จอห์น บาสส์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว
พร้อมเสริมว่า หากสหรัฐฯ จริงจังกับการแข่งขันในยุคดิจิทัลกับจีน สหรัฐฯ จะห่างหายไปจากหนึ่งในเวทีสำคัญที่กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกต่อไปไม่ได้ โดยชี้ว่า การไม่มีตัวตนนี้บั่นทอนความสามารถของสหรัฐฯ ในการ ‘ส่งเสริมวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโลกเสรีอย่างมีประสิทธิภาพ’
ในปี 2564 เพียง 3 ปี หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) โดยกล่าวหาว่ามีอคติต่อต้านอิสราเอล สหรัฐฯ ได้กลับเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีฯ อีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายออกไปทั่วโลก
(1 ดอลลาร์ = 34.54 บาท)