สมดุลใหม่ของสหรัฐ ที่มาจากความหวาดกลัว ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยเบื้องหลังการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล ว่าหลายฝ่ายเชื่อว่ามีโรงงานที่เป็นสถานที่ผลิต หรือจัดเก็บเชื้อเพลิงให้แก่ขีปนาวุธข้ามทวีปน่าจะเสียหายไป 3 โรงงาน แต่ไม่มีความชัดเจนว่ามีความเสียหายในระดับใด แต่คาดว่าไม่น่าจะมากนัก
อย่างไรก็ดี โรงงานเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้กับกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเป็นที่ตั้งทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ หมายความว่าอิสราเอลสามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าไปได้
จึงคาดว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านนั้น น่าจะได้รับความเสียหายเยอะ เนื่องจากการต่อต้านมีน้อยมาก และคาดว่าในระยะต่อไป อิหร่านน่าจะไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ
ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารวิเคราะห์ว่า ในภาพรวมแล้ว หากอิหร่านต้องการที่จะฟื้นฟูศักยภาพในการป้องกันภัยทางอากาศที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี อิหร่านจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูถึง 1-2 ปี
อย่างไรก็ดี ยังประเมินได้ยากว่าศูนย์บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีความเสียหายในระดับใด แต่ปรากฏภาพความเสียหายของฐานยิงขีปนาวุธ และสรุปได้ว่าอิหร่านมีความเสียหายมากพอสมควร และขวัญกำลังใจกองทัพอิหร่านตกลงไป เพราะการโจมตีในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการบุกโจมตีถึงชานเรือน ทำให้ผู้นำอิหร่านถึงกับต้องหนีหัวซุกหัวซุน
อิสราเอลออกมาประกาศว่าภัยคุกคามเฉพาะหน้าได้ถูกระงับเอาไว้แล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนที่ไม่ค่อยจะมีการพูดถึงกันก็คือ โรงงานเชื้อเพลิงขีปนาวุธที่ถูกทำลายลงไปนั้น น่าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ด้วย
จึงถือได้ว่าชะลอโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านออกไปได้ แต่ตัวโครงการนั้นน่าจะยังอยู่ เพราะย้ายสถานที่ตั้งของโครงการ คือห้องทดลองหัวรบนิวเคลียร์ออกไปจากจุดที่ถูกโจมตีแล้ว และไม่ทราบว่าถูกย้ายไปที่ใด จึงถือได้ว่าอิสราเอลประสบความสำเร็จใน 3 สมรภูมินี้
ทั้งนี้ สหรัฐผลักดันให้อิสราเอลประสบความสำเร็จใน 3 สมรภูมิแล้ว ได้แก่การสังหารผู้นำกลุ่มฮามาส บีบบังคับให้ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันจำนวนหนึ่งได้สำเร็จ ซึ่งในตัวประกันกว่า 100 คนนี้ มีคนไทยรวมอยู่ในนั้นด้วย และถ้าหากว่าอิสราเอลเปิดช่องให้กลุ่มฮามาสหลบหนีออกนกพื้นที่ไปได้ สมรภูมินี้ก็คงจะจบ
ด้านกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และกลุ่มต่อต้านอิสราเอลอื่น ๆ ในเลบานอนตอนใต้นั้น ยังมีขีปนาวุธและขีดความสามารถในการรบอยู่ ไม่ทราบว่ากลุ่มฮูตียังคงมีขีปนาวุธเหลืออยู่เท่าไร แต่ทางด้านซีเรียนั้นเงียบหายไป ทั้งนี้ในภาพรวม ในซีเรีย และเลบานอน ถือได้ว่าอิสราเอลประสบความสำเร็จ
ทั้งหมดนี้ถือว่าทำให้สถานการณ์ของอิสราเอลค่อนข้างคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง
ด้านอิหร่านได้เรียกประชุมคณะกรรมการความมั่นคงเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา และระบุว่าจะมีการตอบโต้อิสราเอล แต่จะมีการตอบโต้อย่างเป็นสัดส่วน ไม่ให้มากจนเกินไป ไม่ให้เกิดการขยายผล แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามที่จะประคับประคองสถานการณ์ เนื่องจากแรงกดดันจากหลายฝ่าย ทำให้โลกได้มีโอกาสพักหายใจ แต่เรื่องนี้ก็จะไม่จบลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การโจมตีอิหร่านของอิสราเอลในครั้งนี้ ถือว่าดีกว่าที่คิด แต่ว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายอย่างแน่นอน และในรอบถัดไป ต้องพิจารณาต่อว่าแรงกดดันจากนานาชาติที่คุมสถานการณ์เอาไว้ จะควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จหรือไม่ ถ้าสำเร็จ ก็จะเห็นการเจรจาที่มากขึ้น
สำหรับท่าทีของสหรัฐ ในปฎิบัติการในครั้งนี้นั้น รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่า สหรัฐดำเนินนโยบายการเมืองระหว่างประเทศแบบหลายมาตรฐานมานานแล้ว มีทั้งทีมเจรจากดดัน และสนับสนุนอิสราเอล
ก่อนการโจมตีในครั้งนี้ อิสราเอล เปิดทางเลือกให้สหรัฐเลือก 3 ทาง
1 โจมตีผู้นำโดยตรง เหมือนกับที่ทำกับผู้นำกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และฮามาส ซึ่งทางอิสราเอลนั้นมีข่าวกรองมาแล้วว่า คนอิหร่านบางส่วนกำลังต่อต้านผู้นำกลุ่มนี้อยู่ จึงโจมตีอย่างเจาะจงไปยังผู้นำเหล่านี้ ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ต้องหลบหนีไปยังหลุมหลบภัยเป็นครั้งแรก
2 โจมตีห้องปฎิบัติการนิวเคลียร์พร้อม ๆ กับบ่อน้ำมัน ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดนปฏิเสธ เพราะอาจจะทำให้พรรคเดโมแครตเสียคะแนนนิยม โดยเฉพาะที่มิชิแกน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐ Swing State และมีชาวอารับอยู่อาศัยเยอะ อีกทั้งพรรคได้หาเสียงเอาไว้แล้วว่าจะกดดันให้อิสราเอลหยุดยิง
3 ลดระดับลงมาจากทางเลือกที่ 2 แต่เจาะให้ลึกลงไปถึงห้องปฏิบัติการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ โรงงานขีปนาวุธ และศูนย์บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งทางเลือกนี้ได้มาด้วยการที่สหรัฐ ส่งมอบขีปนาวุธ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense-ระบบป้องกันพื้นที่ระดับเพดานบินสูง) เพิ่มเติมให้อิสราเอล 200 ลูก
ซึ่งสุดท้ายสหรัฐเลือกทางเลือกที่ 3 เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง และนอกจากนี้ ในปีนี้สหรัฐให้เงินอุดหนุนอิสราเอลไปแล้ว 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว ๆ 574,260 ล้านบาท) ผ่านสภาคองเกรซ
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าอิหร่านจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมานาน และอิหร่านมีรัสเซีย และจีนเป็นผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อิหร่านมีขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิดในปากอ่าวเปอร์เซีย และมีการระดมกำลังทางเรือในบริเวณนั้น ทำให้สหรัฐเพิ่มกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปในพื้นที่นั้นอีก 1 กองเรือ เพื่อทำการคุ้มกัน
สหรัฐนั้น ในทางหนึ่งใช้การทูตเพื่อการกดดันอิสราเอล แต่ในอีกทางหนึ่งก็เปิดช่องทางการเจรจาผ่านอียิปต์ ผลักดันให้กาตาร์เข้าไปเจรจา อีกทั้งยังมีการส่งตัวแทนจากสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) เข้าไปหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตัวแทนจากหน่วยสืบราชการลับแห่งชาติของอิสราเอล (MOSSAD) ที่กรุงโดฮา, กาตาร์
และให้การสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอลอย่างเต็มที่ ใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเพื่อให้เกิดการปรับสมดุลใหม่จากความหวาดกลัว
ด้านสถานการณ์การเมืองภายในของอิหร่านนั้น ก็ไม่ค่อยจะดีนัก มีเครือข่ายกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอิหร่านภายในประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ และอิสราเอล คอยให้ข้อมูลและชี้เป้าให้แก่อิสราเอล ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้อิหร่านพยายามหาทางสงบศึกเท่าที่ทำได้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ภายในก่อน
ในขณะที่สหรัฐนั้น กำลังจะเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดี ถ้าหากประกาศยอมแพ้ในเวลานี้ก็จะเสียคะแนนนิยม แต่ถ้าหากรุกหนักมากเกินไป ก็จะเสียคะแนนนิยมได้เช่นกัน ซึ่งรองประธานาธิบดีกมลา แฮรีส ผู้สมัครชิงตำแหน่งฯ ของพรรคเดโมแครต กำลังจะเดินทางไปหาเสียงในรัฐมิชิแกน เพื่อหาเสียงว่าชนะแล้ว สามารถบีบให้อิหร่านร่นถอยลงได้แล้ว และฮามาสก็กำลังจะปล่อยตัวประกัน
ซึ่งในเวลานี้คะแนนนิยมของแฮรีส กำลังนำอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์จากพรรครีพับลิกัน แต่นำอยู่ไม่มาก และมีความเสี่ยง จึงน่าจะใช้เรื่องนี้ในการหาเสียงเรียกคะแนนนิยม
สำหรับทรัมป์นั้น แสดงจุดยืนในเรื่องนี้ว่า จะแสวงหาความสงบสุขในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะได้รับคะแนนนิยมไปพอสมควร
และในมุมมองของคนอเมริกันนั้น ไม่ต้องการให้มีการรบยืดเยื้อ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ในทางกลับกันก็ไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐดูอ่อนแอเช่นกัน คนอเมริกันต้องการให้มีการสงบศึก แต่ไม่มีการยอมแพ้ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นความซับซ้อนของสถานการณ์ เนื่องจากเป็นมุมมองที่มีความขัดแย้งในตัวเอง