กองทัพสหรัฐ เตรียมปลดทหารข้ามเพศ จำนวนกว่า 4 พันรายตามนโยบายใหม่ เริ่ม มิ.ย.นี้
เพนตากอนได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ ให้ปลดทหารข้ามเพศที่ไม่เลือกออกจากกองทัพด้วยตนเองภายในวันที่ 6 มิถุนายน ตามบันทึกที่รอยเตอร์ได้รับ ซึ่งการตัดสินใจนี้ถูกนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนข้ามเพศประณามอย่างหนัก
เจนนิเฟอร์ เลวี ผู้อำนวยการอาวุโสจากองค์กรกฎหมายเพื่อสิทธิ LGBTQ GLAD Law ระบุว่า “เป็นเรื่องน่าละอาย” พร้อมวิจารณ์ว่า การเร่งปลดทหารที่ปฏิบัติตามมาตรฐานและเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องประเทศเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล
บันทึกของเฮกเซธเผยให้เห็นว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์กำลังเร่งดำเนินการปลดทหารข้ามเพศหลายพันนาย หลังศาลฎีกามีคำตัดสินเมื่อวันอังคาร (6 พ.ค.) เปิดทางให้คำสั่งห้ามคนข้ามเพศรับราชการในกองทัพมีผลบังคับใช้ โดยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่สามารถเลือกออกจากกองทัพโดยสมัครใจได้จนถึงวันที่ 6 มิ.ย. ส่วนกำลังสำรองมีเวลาถึงวันที่ 7 ก.ค. หลังจากนั้น กองทัพจะเริ่มกระบวนการปลดประจำการโดยไม่สมัครใจ
คำสั่งห้ามดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่รัฐบาลทรัมป์ดำเนินการเพื่อลดสิทธิของบุคคลข้ามเพศ โดยทันทีที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ รับรองเพียง 2 เพศเท่านั้น คือ ชายและหญิง
การจำกัดสิทธิบุคคลข้ามเพศในกองทัพถือเป็นนโยบายสำคัญในการหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งเขาเร่งเดินหน้ากลับคำสั่งของโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ที่เคยอนุญาตให้ทหารข้ามเพศรับราชการในกองทัพสหรัฐฯ ได้อย่างเปิดเผย
ไบเดน ซึ่งเคยยกเลิกคำสั่งห้ามรับสมัครทหารข้ามเพศของทรัมป์ในปี 2017 ได้กล่าวในปี 2021 ว่า “อเมริกาจะปลอดภัยยิ่งขึ้น เมื่อทุกคนที่มีคุณสมบัติสามารถรับใช้ชาติได้อย่างเปิดเผยและภาคภูมิใจ”
ก่อนหน้านี้ ในปี 2016 อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต ได้ริเริ่มอนุญาตให้บุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการในกองทัพสหรัฐฯ ได้อย่างเปิดเผย ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 มีทหารข้ามเพศทั้งที่ประจำการและสังกัดกองกำลังพิทักษ์ชาติสหรัฐฯ รวม 4,240 นาย ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิบุคคลข้ามเพศคาดการณ์ว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้
ผลสำรวจจาก Gallup ที่เผยแพร่ในเดือน ก.พ. ระบุว่า 58% ของชาวอเมริกันสนับสนุนให้บุคคลข้ามเพศสามารถรับราชการในกองทัพอย่างเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลงจาก 71% ในปี 2019
ที่มา: รอยเตอร์