ดีลล่ม! ดร.ปณิธาน เจาะลึกศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน ชี้ ‘ทรัมป์’ พลาดท่า เข้าสู่ภาวะรบไปคุยไป พร้อมเตือนเตือนเข้าโหมดล้างแค้น สู่ ก่อการร้ายในระยะยาว
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาปะทะกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มสลายลงก่อนกำหนด
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้วิเคราะห์ถึงเบื้องหลังยุทธศาสตร์ทางทหารและจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อารมณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่มีวันจบลงง่ายๆ
🔴 สงครามต่อเนื่องตลอดกาล
ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นว่า ภาพความผันผวนของสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะสงบแต่กลับระเบิดขึ้นมาใหม่ เป็นธรรมชาติของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ที่มีลักษณะเป็น “Continuum of conflict” หรือสงครามที่ต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่การตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948 หลังการปลดแอกอาณานิคม ข้อตกลงหยุดยิงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงมักถูกละเมิดเป็นระยะ
ดังนั้น ข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้น จึงเป็นเพียง “การพักรบชั่วคราว” เพื่อสะสมกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ เติมเสบียง และแสวงหาความได้เปรียบ รวมถึงการหารายได้เพิ่มเติม (เช่น การเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากเรือในช่องแคบฮอร์มุสหรือทะเลแดง) เพื่อให้พร้อมรบในรอบใหม่เท่านั้น
🔴 เกมจับ “ช่องแคบฮอร์มุส” เป็นตัวประกัน บีบดีลนิวเคลียร์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อตกลง 15 ข้อระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลวลงในครั้งนี้ รศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ว่าเกิดจากปัญหา “ช่องแคบฮอร์มุส” เป็นหลัก
โดยในช่วงที่เกิดสุญญากาศ มีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้ากว่า 140 ลำ หลบเลี่ยงไปใช้เส้นทางฝั่งโอมานซึ่งมีกองกำลังสหรัฐฯ คุ้มกัน ทำให้ทางอิหร่านสูญเสียอำนาจต่อรองและรายได้ไปอย่างมหาศาล
“เรื่องนี้อิหร่านยอมไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นไพ่ตาย เป็นไม้เด็ด ถ้าปล่อยตรงนี้ไป เดี๋ยวจะตกลงกันเรื่องเงินที่ถูกคว่ำบาตร หรือเงินช่วยเหลือไม่ได้ และจะตกลงกันเรื่องนิวเคลียร์ไม่ได้”
และเพื่อดึงอำนาจต่อรองกลับมา อิหร่านจึงกลับไปเริ่มซ่อมแซมฟื้นฟูโรงไฟฟ้าและห้องทดลองนิวเคลียร์อีกครั้ง พร้อมกับโจมตีเรือพาณิชย์
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงยุติลงแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่ายังคงเป็นลักษณะ “รบไปคุยไป แต่รบแบบจำกัด”
🔴 ข้อจำกัดของ “สหรัฐอเมริกา” และ “อิหร่าน”
การที่สงครามยังไม่ขยายวงกว้างไปสู่การรบเต็มรูปแบบ เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อจำกัดที่ชัดเจน
สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองในประเทศก่อนการเลือกตั้ง และมีแนวโน้มจะถูกรัฐสภางัดกฎหมาย War Powers Act 1973 มาจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี
ประกอบกับข้อมูลจากสถาบันคลังสมองระบุว่า ขีปนาวุธความเร็วสูงและอาวุธของสหรัฐฯ ถูกใช้จนร่อยหรอไปถึง 30-50% แล้ว
ในขณะที่อิหร่านเอง แม้ประชาชนจะรวมพลังกันอย่างเป็นเอกภาพ แต่ก็ต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่ซาอุดีอาระเบียอาจตัดสินใจกระโจนเข้ามาร่วมวงกับสหรัฐฯ หากผลประโยชน์ทางทะเลของตนถูกโจมตีหนักขึ้น
🔴 รหัสลับ “ล้างแค้นไร้ตัวตน” สู่ความเสี่ยงการก่อการร้ายระยะยาว
ประเด็นที่สร้างความกังวลสูงสุด คือสารที่ส่งมาจาก “มุชตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ผ่านทางแอปพลิเคชัน Telegram ที่ประกาศกร้าวว่าจะมีการล้างแค้นอย่างแน่นอน
โดยระบุว่าภารกิจนี้ “ไม่ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของตัวเขาเอง” ท่ามกลางมวลชนชาวอิหร่านนับสิบล้านคนที่ออกมาตะโกนแช่งชักอเมริกาและขู่สังหารทรัมป์
“เป็นการส่งสัญญาณนะครับว่า แค้นนี้ต้องชำระ นานเท่าไหร่ก็ไม่สาย ไม่ว่าตัวเขาจะอยู่หรือไม่อยู่… ถ้าไม่มีตัวอยู่ ก็คือก่อการร้ายระยะยาว”
รศ.ดร.ปณิธาน ได้ย้อนรอยให้เห็นว่ายุทธวิธีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และอดีตประเทศไทยเองก็เคยตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายจากเครือข่ายเหล่านี้มาแล้ว
“อิหร่านก็เคยพยายามก่อการร้ายในไทย… กรณีที่พยายามวางระเบิดน้ำหนักประมาณ 1 ตัน ฆ่าคนขับรถบรรทุกเอาไปไว้ในถังปุ๋ยยูเรีย และพยายามวางระเบิดสถานทูตอิสราเอลที่ซอยหลังสวน”
บทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ปณิธาน จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งในรอบนี้อาจไม่ได้จบลงที่การเจรจาบนโต๊ะ แต่อาจเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่ายการก่อการร้ายระยะยาว ซึ่งประชาคมโลกไม่อาจชะล่าใจได้
#TheStructure
#TheStructureNews
#ปณิธานวัฒนายากร #อิหร่าน #โดนัลด์ทรัมป์