ยูเครนน้ำตาตกก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้ ‘ทรัมป์’ จ่อเทยุโรป-ยูเครน แต่เรียกร้องให้จีนเข้ามาฟื้นฟูยูเครน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวถึงท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ว่าด้วยเรื่องสันติภาพในยูเครนในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทั่วโลกต่างจับตามอง และสร้างความไม่พอใจให้กับฝรั่งเศส เนื่องจากก่อนหน้านี้ทรัมป์ต่อสายตรงเข้าไปพูดคุยกับวาลดีเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และโวโลดีมีร์ เซเลนสกี้ ประธานาธิบดีของยูเครน โดยไม่ผ่านยุโรป
ทั้ง ๆ ที่ปัญหาเหล่านี้นั้นเป็นปัญหาในภาคพื้นยุโรป อีกทั้งที่ผ่านมาสหภาพยุโรปให้เงินสนับสนุนแก่ยูเครนมากกว่าที่สหรัฐให้การสนับสนุนมาก แต่เหตุใดจึงไม่ให้ยุโรปเข้าไปมีส่วนในการเจรจาด้วย
แต่หลายฝ่ายทราบกันดีอยู่แล้วว่าในยุโรปนั้นมีเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเยอรมนี, อังกฤษ และฝรั่งเศสที่ไม่เคยตกลงเรื่องสำคัญ ๆ กันได้เลย การกระทำของทรัมป์นั้น จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกว่าจากนี้ไป สหรัฐจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่สหภาพยุโรป (Security Umbellar) อีกต่อไปแล้วหรือไม่ ?ยุคสมัยของ NATO แบบเก่าจะจบลงแล้วหรือไม่ ?
สำหรับการยืนยันครั้งล่าสุดของทรัมป์ จากการไปยืนยันในข้อตกลงทั้ง 4 ข้อกับรัสเซียที่ซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องพึ่งพา และรับฟังยุโรป เพราะถ้าต้องรับฟังเสียงจากยุโรป สงครามคงไม่สงบลงแน่
เพราะว่ายุโรป ไม่ยอมคุยกับรัสเซียโดยตรงมานานแล้ว อีกทั้งยุโรปเรียกร้องให้รัสเซียยอมคืนดินแดนประมาณ 1.1แสนตารางกิโลเมตรให้ยูเครนก่อนเริ่มการเจรจา ซึ่งทรัมป์เห็นว่าข้อตกลงนี้ จะทำให้การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
และทรัมป์ยังส่งสัญญาณเรียกร้องให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูฉนวนกาซ่า และยูเครนด้วย อีกทั้งยังเรียกร้องให้รัสเซียลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ลง เพื่อให้รัสเซียสามารถประหยัดงบประมาณทางทหาร และนำเงินส่วนนั้นมาค้าขายกับสหรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายพอใจกับข้อเรียกร้องนี้
สำหรับการเจรจาที่ซาอุฯ นั้น มาร์โก รูบิโอ รมว. ต่างประเทศสหรัฐ ได้เดินทางไปพูดคุยในรายละเอียด ในเรื่องการวางกำลังเพื่อการป้องกันยูเครน การฟื้นฟู และการดำเนินการกับพื้นที่ที่ถูกรัสเซียยึดครอง ซึ่งถือว่ามีการเดินเรื่องไปได้ไกลมากกว่าทางฝั่งยุโรป ที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งนี่ทำให้เห็นว่าอำนาจในการปิดฉากสงครามในครั้งนี้อยู่ที่ทรัมป์ และปูติน
ส่วนยูเครนนั้น เป็นฝ่ายที่หวาดวิตกมากที่สุดว่าจะถูกสหรัฐจัดการอย่างไร เนื่องจากยูเครนยึดพื้นที่ของรัสเซีย ที่เคิร์สก์ได้เพียง 4 – 5 ร้อยตารางกิโลเมตรเท่านั้น ในขณะที่รัสเซียยึดพื้นที่ของยูเครนได้ 2 แสนกว่า
ซึ่งก่อนนี้ พีต เฮกเซท รมว. กลาโหมสหรัฐ เคยกล่าวว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาพูดคุยถึงพื้นที่ที่ถูกยึดครองไปอีกแล้ว ขอให้มองไปข้างหน้าจะดีกว่า และในช่วงแรก สหรัฐพร้อมที่จะจัดกำลังเข้ามาดูแลยูเครนไปก่อน ซึ่งถึงแม้ว่าจะสร้างความสับสน แต่ก็มีความชัดเจนว่า สหรัฐได้ตกลงกับรัสเซียไปแล้ว
นอกจากนี้ ทรัมป์ไม่สนับสนุนให้ยูเครนเข้าร่วม NATO เนื่องจากจะเป็นการลากสหรัฐเข้าสู่ความขัดแย้งกับรัสเซีย และยืนยันกับรัสเซียจะไม่เข้าร่วม NATO แน่นอน ไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือยาว สร้างความสบายใจให้แก่รัสเซีย ซึ่งทรัมป์สงสัญญาณแล้วว่า จะเลิกรบกับทั้งจีนและรัสเซีย ภายใต้เงื่อนไขว่า อเมริกาต้องมาก่อน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่า การค้าเสรีนับจากนี้ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ส่วนยุโรปนั้น หากยุโรปจะปฎิเสธทรัมป์ สิ่งแรกที่ยุโรปจะต้องทำ ก็คือการตกลงกันเองให้ได้เสียก่อน และยุโรปจะต้องวางกำลังตั้งรับในยูเครนเอาเอง ซึ่งสุดท้ายแล้ว ถ้ายุโรปต้านเองไม่ไหว สหรัฐจึงจะเข้ามา แต่สหรัฐจะไม่เข้าไปก่อน เว้นเสียแต่ว่ายุโรปจะทำสงครามกับรัสเซียจริง ๆ สหรัฐถึงค่อยเข้าไปนำ
ส่วนการฟื้นฟูยูเครนนั้น สหรัฐนอกจากจะไม่เข้าไปช่วยแล้ว ยังยุบหน่วยงานช่วยเหลือไปเกือบหมดแล้ว และเรียกร้องให้จีนเข้าไปฟื้นฟู ซึ่งในส่วนนี้จีนจะได้รับผลประโยชน์ทางการค้าตอบแทน ซึ่งถ้าทำได้ ยุโรปก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น
ส่วนยูเครนก็คงจะน้ำตาตก เนื่องจากว่าอาจจะต้องเสียดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครองไป และไม่มีใครที่จะเข้ามาช่วยยูเครนอีกต่อไปแล้ว คงต้องกล้ำกลืนฟืนเจรจา และยอมรับผลที่จะตามมา
ในขณะที่ยุโรปก็จะมีการสร้างแนวรับต้านรัสเซีย เพื่อการไว้สำหรับการเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าหากว่าการเจรจาล้มเหลว และในยุโรปในเวลานี้ ไม่มีชาติที่เป็นกลางอีกแล้ว แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน ทำให้สรุปได้ว่า เรากำลังสู่ “มหาสงครามโลกครั้งที่ 3” อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ