ยูเครนยิงขีปนาวุธ ของสหรัฐโจมตีรัสเซีย ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้เป็นการไต่ระดับที่อันตรายที่สุดในรอบ 1,000 วัน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวว่าการที่สหรัฐอนุมัติให้ยูเครนสามารถใช้ขีปนาวุธ ทางยุทธวิธีของกองทัพบก (Army Tactical Missile Systems – ATACMS) โจมตีรัสเซียได้นั้น เป็นความพยายามในการชะลอการรุกคืบของรัสเซีย ซึ่งสามารถเข้ายึดพื้นที่ของยูเครนได้หลายส่วนแล้ว
แต่ทั้งนี้ การที่ยูเครนได้รับการอนุมัติให้สามารถใช้ขีปนาวุธนี้ได้นั้น จะไม่ช่วยให้ยูเครนชนะสงคราม แต่เป็นเพื่อการเพิ่มอำนาจในการต่อรอง โดยจะทำให้รัสเซียประสบความยุ่งยากในการวางกำลังในพื้นที่เปราะบางหลายพื้นที่มากขึ้น
ซึ่งสหรัฐอ้างว่าการอนุมัติในครั้งนี้นั้น เป็นการโต้ตอบที่เกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารเข้าไปในยูเครนกว่าหมื่นคน และอาจจะมีการเพิ่มขึ้นถึงแสนคนด้วย สหรัฐจึงยกระดับการให้ความช่วยเหลือยูเครน และระบุไว้อย่างชัดเจนว่านี่จะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จะทำให้ยูเครนเข้าสู่การเจรจาได้ โดยที่ไม่ต้องเสียดินแดน
อย่างไรก็ดี ท่าทีของสหภาพยุโรปเริ่มแปรปรวนเปลี่ยนไปแล้ว และเริ่มมีความพยายามที่จะเริ่มการเจรจากับรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยในระหว่างการประชุม G20 ที่ผ่านมา ผู้นำของเยอรมันส่งสัญญาณว่าต้องการที่จะเจรจากับประธานาธิบดีของรัสเซีย สร้างความปั่นป่วนให้กับกลุ่มพันธมิตรของยูเครนในยุโรป
สำหรับการยิงขีปนาวุธที่ยูเครนได้รับมาจากสหรัฐนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐ เนื่องจากในการนำวิถีนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ดาวเทียมของสหรัฐ อีกทั้งยังเป็นการยากต่อว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ที่ยังมีข้อผูกมัดทางกฎหมาย จนไม่สามารถที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอย่างเป็นทางการได้จนกว่าจะขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. 2568
แต่ก็มีการมองกันว่าทรัมป์อาจจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้เช่นกัน ถ้าหากว่ายูเครนสามารถใช้ขีปนาวุธต่อรัสเซียอย่างได้ผล แต่ก็ถือว่าการเปิดฉากโจมตีรัสเซียของยูเครนในครั้งนี้นั้น ถือได้ว่าเป็นการไต่ระดับที่อันตรายที่สุดในรอบ 1,000 วันนับจากการก่อสงครามในครั้งนี้ และถือว่านี่เป็นสิ่งที่น่ากังวล
สำหรับท่าทีของทรัมป์นั้น มีความชัดเจนมากว่าจะใช้กระบวนการเจรจา เพื่อการแสวงหาสันติภาพ มากกว่าการสนับสนุนสการทำสงครามเหมือนฝั่งพรรคเดโมแครต อีกทั้งทางพรรครีพับลิกันเห็นว่าควรจะมีการดึงงบประมาณกลับเข้ามาสู่ระบบ และเชื่อว่าจะสามารถเจรจาต่อรองกับ วลาดีเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียได้
อีกทั้งตัวทรัมป์เองนั้น มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับปูติน และคิมจองอึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะมีสูตรในการเจรจา 2 – 3 สูตร แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อหรือพอเท่านี้ แต่ทั้งนี้นั้นได้เกิดความแปรปรวนในกลุ่มพันธมิตรชาติยุโรปของยูเครนแล้ว โดยเฉพาะเยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ
โดยเยอรมนีนั้นพยายามที่จะเจรจากับรัสเซียแล้ว ทำให้ยูเครนนั้นเกิดความเสียเปรียบ ทั้งนี้ ทรัมป์น่าจะผลักดันให้ทั้งยูเครน และยุโรป เข้าสู่การเจรจากับรัสเซีย โดยมีสหรัฐเป็นผู้หนุนหลังและกำกับการเจรจา
สำหรับการใช้ขีปนาวุธของยูเครนภายใต้การกำกับของสหรัฐนั้น จะช่วยให้ยูเครนมีความได้เปรียบ เนื่องจากจะช่วยชะลอการรุกคืบของรัสเซีย และสร้างความสูญเสียให้รัสเซียมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงกดดันต่อสภาวะเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งถึงแม้ว่ารัสเซียจะสามารถฝ่าวงล้อมการคว่ำบาตรได้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้ปูตินตัดสินใจเข้าสู่การเจรจา
ทั้งนี้ ในช่วงการเลือกตั้ง ทรัมป์ได้ให้สัญญากับประชาชนว่าจะนำพาสหรัฐออกจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เพื่อดึงงบประมาณกลับเข้ามา และลดระดับความอันตรายของสถานการณ์ ซึ่งในขณะนี้รัสเซียได้เคลื่อนย้ายอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กเข้าประชิดพรมแดนยูเครนแล้ว
และพร้อมที่จะนำออกมาใช้ ซึ่งถ้าหากไปถึงจุดนั้นจะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤตมาก เนื่องจากโลกยังไม่เคยประสบกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในลักษณะนั้น
ซึ่งหลายฝ่ายต้องการให้เกิดการลดระดับ และทรัมป์น่าจะคุยกับปูตินโดยตรง ซึ่งในเวลานี้ทีมงานของทรัมป์เริ่มมีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับรัสเซียแล้ว แต่ยังพูดคุยอย่างเป็นทางการไม่ได้เพราะเงื่อนไขทางกฎหมาย และนี่เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และสหภาพยุโรปไม่เคยทำ
ทั้งนี้ หากความขัดแย้งยกระดับขึ้น จะส่งผลกระทบกับไทยและอาเซียนในเรื่องเศรษฐกิจและพลังงาน ที่มีความแปรปรวนเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยลดลง และบรรยากาศในภาพรวมนั้นก็ไม่ดี
นอกจากนี้ ในการประชุม G20 ที่ผ่านมา ที่ควรจะมีการพูดถึงการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน และการพัฒนาอย่างยังยืน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่นอกจากว่าจะไม่มีความคืบหน้าแล้ว ยังมีการขอแก้ไขสนธิสัญญาร่วม อันเนื่องมาจากสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนด้วย
อีกทั้งยังขัดขวางวาระสำคัญอื่น ๆ บนเวทีนานาชาติ รวมถึงสหประชาชาติ ไม่ให้สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากกลุ่มประเทศตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย จีน และพันธมิตรของจีน-รัสเซีย ซึ่งถ้าหากว่าสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนดีขึ้น บรรยากาศบนเวทีโลกก็จะดีขึ้นไปด้วย