สงครามการทูตเพิ่งจะเริ่มยกที่ 1 ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยเล่ห์เหลี่ยมการเจรจาของ ‘ทรัมป์-ปูติน’ เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่า การเจรจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียนั้น ถือว่ามาได้เพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น เนื่องจากว่าทำให้เกิดการหยุดยิงได้เพียงแค่บางส่วน แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด
ส่วนการที่สหรัฐเข้าไปถือครองโรงไฟฟ้าของยูเครนนั้น สร้างผลดีกับประชาชนชาวยูเครน ที่ต้องทนยากลำบากกับสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าในช่วงหน้าหนาวจากการถูกฝ่ายรัสเซียโจมตี เนื่องจากเมื่อสหรัฐเข้าไปถือครองแล้ว จะทำให้รัสเซียไม่กล้าโจมตีโรงไฟฟ้า เพราะกลัวจะสร้างความขัดแย้งกับสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น การหยุดยิงนั้นมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศทางการค้าในตลาดโลกให้ดีขึ้น แต่ในระยะยาวแล้ว การเจรจาในครั้งนี้ยังขาดหลักประกันในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการกับดินแดนของยูเครนที่รัสเซียได้ยึดครองไปแล้ว ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะกดดันให้รัสเซียถอนกำลังหลายแสนคนออกไป
ส่วนรัสเซียนั้น ก็คงไม่ยอมถอนกำลังออกไปง่าย ๆเนื่องจากกังวลว่ายุโรป อาจจะเข้ามาเสริมความเข้มแข็งให้กับยูเครน และอาจจะเข้ามาวางกองกำลังเสริมแนวป้องกันเพื่อการต่อต้านรัสเซียในยูเครน และประเทศใกล้เคียงยูเครนอย่างโปแลนด์ นอกจากนี้รัสเซียเห็นว่า สหรัฐ และยุโรปยังคงไม่หยุดการส่งอาวุธมาให้ยูเครน
ซึ่งในที่สุดแล้ว รัสเซียกังวลว่าในท้ายที่สุดแล้ว จะต้องมาเผชิญหน้ากับยุโรปตะวันตกที่มีความเป็นปึกแผ่น และเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น จากการที่อังกฤษ สถาปนาตนเองเป็นผู้นำเฉพาะกิจในการต่อต้านรัสเซีย อีกทั้งยุโรปยังได้ฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน ซึ่งแต่เดิมไม่เคยอยากจะมีความขัดแย้งกับรัสเซียไปเป็นพวกด้วย
ซึ่งนี่เป็นเหตุให้ปูตินระบุว่ารากของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข NATO ยังไม่ถอนกำลังออกไป และเสริมกำลังประชิดแนวพรมแดนที่รัสเซียยึดมาได้เพิ่มเติมด้วย อีกทั้งถ้าหากว่ารัสเซียยอม ก็จะสร้างปัญหาการเมืองภายในว่าปูตินยอมแพ้หรือไม่ด้วย
ดังนั้น ปูตินจึงแสดงลีลาสไตล์รัสเซีย คือการถ่วงเวลาเอาไว้ ไม่ตอบตกลงอะไร เพื่อแก้ไขข้อตกลงให้รัสเซียได้ประโยชน์ หรือรอจังหว่ะในการช่วงชิงผลประโยชน์กลับมาให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ รัสเซียยังรอรับข้อเสนอเป็นเงินช่วยเหลือ, ข้อตกลงทางการค้า และข้อตกลงในการลดการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกเจรจาในการเจรจารอบ 2 ที่กำลังจะเกิดขึ้น และจะต้องตกลงกันให้ได้ก่อนที่จะไปถึงข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุม
จากนั้นถึงจะเป็นการวางข้อตกลงที่เกี่ยวกับการวางกองกำลังป้องกัน และรักษาข้อตกลงนี้ ซึ่งกองกำลังนี้จะนำไปสู่การวางแนวต้านใหม่ ในสมรภูมิใหม่ในยุโรปที่จะยาวนานต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วอายุคน เพื่อไม่ให้รัสเซียข้ามมาอีก และอาจจะมีการประกบด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในโปแลนด์
สำหรับทรัมป์ ซึ่งเป็นนักเจรจาตัวฉกาจนั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถบีบเอาผลประโยชน์จากรัสเซียได้มากอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าทรัปม์จะพูดถึงการเจรจากบปูตินว่าดีมาก แต่สีหน้าของทรัมป์บ่งบอกว่าไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร แต่ทรัมป์ต้องยอมกลืนเลือด ทดความแค้นไว้ในใจเอาไว้ก่อน รอเวลาเอาคืนในภายหลัง
เพราะว่าลีลาสไตล์รัสเซียนั้น ไม่ปล่อย ไม่ยอม เล่นตัว และรัสเซียรู้ตัวดีว่าตนเองได้เปรียบ เนื่องจากสามารถรุกคืบเข้าไปได้ อีกทั้งยังมีจีนคอยหนุนหลัง ในขณะที่ทุกฝ่ายต่างต้องการสงบศึกกับรัสเซีย
อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐได้เข้าไปดูแลโรงงานไฟฟ้าของยูเครนนั้น ทำให้เศรษฐีด้านพลังงานของสหรัฐตาโต เนื่องจากว่ายูเครนนั้นมีโรงงานไฟฟ้าหลายรูปแบบซึ่งรวมไปถึงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ด้วย อีกทั้งยังมีแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) ในบริเวณนั้นอีก ไหนจะโอกาสในการขายพลังงานราคาถูกให้ยุโรปอีก
อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้สหรัฐนำกำลังเข้าไปวางได้ โดยที่รัสเซียเองก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ด้วย อีกทั้งยังโจมตียูเครนได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากเกรงว่าจะพลาดเป้าไปโจมตีโรงไฟฟ้าที่สหรัฐดูแลด้วย ทำให้ทรัมป์สามารถพลิกเกม ปักธงลงไปได้ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับรัสเซีย
ในขณะที่สหรัฐ สามารถเข้าไปดำเนินกิจการไฟฟ้า เพื่อขายพลังงานให้ยูเครนเป็นหนี้สหรัฐเพิ่มมากขึ้นได้อย่างสบายใจ อีกทั้งยูเครนเองก็เตรียมที่จะลงนามในสัญญาจัดสรรรายได้ 50% จากการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของยูเครน เข้ากองทุนที่สหรัฐและยูเครนจะบริหารร่วมกันด้วย
ถึงแม้ว่าในเวลานี้ จะยังไม่สามารถสรุปผลแพ้ชนะได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่ารัสเซียสามารถหลีกเลี่ยงการถูกไล่ต้อนให้จนมุมได้แล้ว ในขณะที่กับวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เองก็เริ่มปรับตัว ยอมทำตามที่ทรัมป์ต้องการมากขึ้น หลังจากที่ถูกขู่ ถูกทุบมาก่อนหน้านี้ ซึ่งการเยินยอทรัมป์ของเซเลนสกี ทำให้ยูเครนได้รับการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น