ข้อมูล vs. อคติ : กับการเปรียบเทียบประเทศอย่างไร้ข้อเท็จจริง
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวมากมายเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศศรีลังกา ซึ่งทั้งนักวิเคราะห์ทั่วโลกและนักการเมืองศรีลังกานั้นยอมรับว่าเข้าขั้นวิกฤต ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงห์ของศรีลังกาเองนั้นต้องออกมายอมรับกลางสภาผู้แทนราษฎรว่า “เศรษฐกิจของเรานั้นได้ล่มสลายลงโดยสิ้นเชิงแล้ว” [1]
แน่นอนว่าเราสามารถคาดเดาปฏิกิริยาของคนไทยในโลกออนไลน์ได้อย่างหนึ่ง นั่นคือก็การพยายามเปรียบเทียบว่า ‘ประเทศไทยกำลังจะเหมือนกับศรีลังกา’ ซึ่งความคิดและคำพูดเหล่านี้ สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ไม่ได้มีรากฐานอยู่บนข้อมูลและข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กระนั้นมันกลับเป็นสิ่งที่ผู้คนในโลกออนไลน์จำนวนมากชอบกล่าวถึง และเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อย่างเมื่อครั้งที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองในประเทศเวเนซุเอลา ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งนำประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับเวเนซุเอลา เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความคิดอันตื้นเขินของผู้แสดงความคิดเห็นดังกล่าว ว่ามาจากการใช้อารมณ์และความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าผู้พูดนั้นไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงและไม่มีมีความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ของทั้งประเทศไทยและประเทศที่ยกขึ้นมาเปรียบเทียเลยแม้แต่น้อย
หากย้อนกลับไปยกกรณีเปรียบเทียบประเทศไทยกับเวเนซุเอลา ในช่วงปี 2562 ที่มีการรายงานข่าวและพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นนี้กันอย่างหลากหลายนั้น สุพริศร์ สุวรรณิก นักเศรษฐศาสตร์มหภาคจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ ขณะนั้น ; ปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์) ผู้เขียนคอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” ได้ตอบคำถามว่า “ไทยจะเป็นเหมือนเวเนซุเอลาหรือไม่?” เอาไว้ว่า “น่าจะเป็นไปได้ยาก” และอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยเอาไว้อย่างสังเขปว่า 1. ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลไทยมีเสถียรภาพ 2. เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยมั่นคงมาก และ 3. การจัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) [2]
กลับมาที่การเปรียบเทียบโดยผู้คนในโลกออนไลน์กลุ่มหนึ่งระหว่างเศรษฐกิจของศรีลังกากับเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน (ซึ่งกล่าวได้ว่าสถานการณ์แตกต่างกับช่วงปี 2562 ที่มีการเปรียบเทียบไทย-เวเนซุเอลา) ก็จะยังคงเห็นได้ว่าสภาพเศรษฐกิจของไทยกับประเทศศรีลังกานั้นแตกต่างกันอย่างมาก
ประเด็นแรกที่อาจจะยกขึ้นมาได้นั้นก็คือหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศ
ในประเทศไทย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP (Gross Domestic Product ; ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ปัจจุบันอยู่ที่ 60.87% ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ เดือนพฤษภาคม 2565) [3] ซึ่งหนี้ต่างประเทศถือเป็น 1.73% ภายในหนี้สาธารณะก้อนนี้ (ช่วงเวลาเดียวกัน) [4] ในขณะที่ประเทศศรีลังกามีหนี้สาธารณะมากกว่า GDP คืออยู่ที่ 101% ในช่วงปลายปี 2563 (2020) ตามรายงานของ IMF ซึ่งในสัดส่วนของหนี้ต่างประเทศคืออยู่ที่ 48.2% และในปีนี้ (2565/2022) หนี้สาธารณะของศรีลังกาพุ่งขึ้นไปถึง 119% [5]
ประเด็นต่อมาคือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของศรีลังกานั้นก็ไม่สามารถเทียบได้กับไทยเลยแม้แต่น้อย ในปีนี้ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ [6] ซึ่งแม้จะลดลงบ้างจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีปัจจัยภายนอกส่งผล ตั้งแต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ไปจนถึงสถานการณ์การเมืองและการทหารระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่ก็ยังกล่าวได้ว่า “ไทย[ไม่]ได้มีปัญหา เพราะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นไม่สูง และเทียบเงินทุนสำรองฯ ปัจจุบันสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2-3 เท่า” [6] แต่เมื่อเทียบกับศรีลังกาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ก็มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่เพียง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐและตกลงจนเหลือเพียง 50 ล้านเหรียญฯ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม จนไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นรายจ่ายสินค้านำเข้าประเทศแค่เพียงวันเดียว [5]
นี่เป็นเพียงสองประเด็นที่จะทำให้เห็นว่าสภาพการณ์และสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีความมั่นคงและดีในระดับหนึ่ง และโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศศรีลังกาก็ถือว่ามีระดับมากกว่าเป็นอย่างยิ่ง ส่วนในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของประเทศไทยนั้นก็ยังถือว่ามีการพัฒนาที่มากกว่าศรีลังกามาตั้งแต่อดีต สินค้าส่งออกหลักของประเทศศรีลังกาคือสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร (โดยเฉพาะใบชา) [7] ซี่งมีการขาดดุลนำเข้าติดต่อกันหลายปี [8] ในขณะที่การส่งออกของประเทศไทยมีการกระจายตัว (diversified) อยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สินค้าประกอบ (manufactured goods) รวม 86% เช่น อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์, เครื่องจักร สินค้าประเภทอาหารแปรรูปนั้นอยู่ที่ 7.5% และสินค้าเกษตรอยู่ที่ 8% [9]
อย่างที่ได้กล่าวไปข้อมูลและข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ นั้นส่วนมากแล้วเป็นความเห็นที่ไม่มีมูลอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ได้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่นำไปสู่การพัฒนาใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบไทยกับเวเนซุเอลาในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา และการเปรียบเทียบไทยกับศรีลังกาที่เกิดขึ้นล่าสุด ยังไม่รวมถึงการเปรียบเทียบโดยไม่สนใจข้อเท็จจริงอื่น ๆ เช่น เปรียบเทียบไทยกับเกาหลีเหนือ ล้วนแล้วแต่เป็นการถกเถียงด้วยอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น
เมื่อทำความเข้าใจเช่นนี้ได้แล้ว ข้อแนะนำของคุณสุพริศร์ สุวรรณิก จากบทความที่ยกขึ้นมาข้างบนนั้นถือว่าเป็นบทสรุปที่ดีต่อการเปรียบเทียบประเทศอย่างไม่มีมูล ซึ่งเขาได้ว่า “การถกเถียงนั้นควรอยู่บนหลักของเหตุผล ตรรกะ และข้อมูลจริง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม” [2]
อ้างอิง :
[1] รายงานข่าว “นายกฯ ศรีลังกา รับ ‘เศรษฐกิจพังพินาศ’ แล้ว” สำนักข่าว Voice of America (VOA)
[3] ข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้าง จาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
[4] ภาพรวมหนี้สาธารณะ – หนี้ในประเทศและต่างประเทศ จาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
[5] รายงาน “วิกฤตการณ์หนี้ศรีลังกา” (Sri Lanka’s debt crisis) คลังความคิด รัฐสภายุโรป (Think Tank, European Parliament)
อ้างอิงรายงานของ IMF
[6] บทความ “ทุนสำรองฮวบเฉียด 3 หมื่นล้านเหรียญ กรุงไทย ชี้ ธปท. ดูแลค่าบาท” ประชาชาติธุรกิจ
[7] ข้อมูลการส่งออกประเทศศรีลังกา เว็บไซต์ Trading Economics (tradingeconomics.com)
[8] ข้อมูลดุลการค้าประเทศศรีลังกา เว็บไซต์ Trading Economics (tradingeconomics.com)
[9] ข้อมูลการส่งออกประเทศไทย เว็บไซต์ Trading Economics (tradingeconomics.com)
เสียดายที่ต้องถอน ร่างกฎหมายห้ามตีเด็ก ‘ณัฐวุฒิ’ เตรียมนัดประชุม กมธ. ขอทบทวนวิธีการสื่อสาร
ผู้ถือหุ้น Tesla ฟ้องมัสก์ ฐานปล่อยปละละเลยให้มีการ ‘เลือกปฏิบัติ’ ในสถานที่ทำงาน
จับตา! เพื่อไทยแตกแบงค์หลังสูตรหาร 500 บทเรียนจาก Fake News ถึงการสังหารอาเบะ โจทย์ใหญ่รัฐบาลกับการบริหารความรู้สึกประชาชน
ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
อดีตวิศวกรโครงการ ระดับผู้จัดการ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จาก พระจอมเกล้าธนบุรี และ โท ด้าน Advanced Manufacturing Engineering จาก University of South Australia มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และสวัสดิการสังคม