Newsต่างประเทศทรัมป์ทุบชาติพันธมิตร ปรับกระบวนทัพเตรียมสู้จีน ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยวัตถุประสงค์เบื้องหลังของนโยบายทรัมป์ จากการแสดงท่าทีว่าจะยึดกรีนแลนด์-แคนาดา-ปานามา

ทรัมป์ทุบชาติพันธมิตร ปรับกระบวนทัพเตรียมสู้จีน ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยวัตถุประสงค์เบื้องหลังของนโยบายทรัมป์ จากการแสดงท่าทีว่าจะยึดกรีนแลนด์-แคนาดา-ปานามา

ในอีก 8 วันข้างหน้า วันที่ 20 ม.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสามารถใช้อำนาจของประธานาธิบดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

แต่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่โลกด้วยการแสดงท่าทีว่าจะผนวดดินแดนต่าง ๆ อย่างแคนาดา, กรีนแลนด์ และคลองปานามา โดยระบุว่าถ้าจำเป็นก็อาจจะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวว่า นี่ไม่น่าจะเป็นแค่การข่มขู่ แต่จะทำได้จริงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่สหรัฐมีการเดินหน้าทางยุทธศาสตร์ ในการยึดครองพื้นที่ด้วยการรุกรานทางทหาร

ทั้งนี้กรีนแลนด์นั้นเป็นดินแดนที่มีแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เดนมาร์กซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่กลับไม่ดำเนินการขุดขึ้นมาใช้งาน ในขณะที่คลองปานามานั้นเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ ซึ่งถ้าสหรัฐจะรบกับจีน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมเส้นทางเหล่านี้ไว้ให้ได้ 

 

ในขณะที่แคนาดานั้นก็อาศัยประโยชน์จากสหรัฐเยอะ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐ เพียงแต่ว่ารัฐบาลกลางสหรัฐไม่สามารถควบคุมรัฐบาลแคนาดาได้ และแนวนโยบายของแคนาดานั้นออกไปในทางเสรีนิยมแบบซ้ายกลาง (Center-Right Liberalism) ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ และอีลอน มัสก์ ซึ่งค่อนทางขวาเกือบจะจัด (Left-Wing Authoritarian)




ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ประธานาธิบดีที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐ เข้ามาในยามที่สหรัฐอ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ จะทำอะไรบ้างก็เป็นไปตามตรรกะที่ว่า อเมริกาต้องมาก่อน (American First) และจะต้องช่วงชิงพื้นที่เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางยุทธศาสตร์

 

ที่สำคัญคือต้องทุบทั้งพันธมิตรและศัตรู ซึ่งก่อนที่จะไปทุบจีน การทุบแคนาดานั้นทำได้ง่ายกว่ามาก ส่วนการทุบเม็กซิโกนั้นง่ายที่สุด เพียงขึ้นกำแพงภาษีต่อเม็กซิโกเท่าไร เม็กซิโกก็ต้องรับ แต่ทั้งนี้จะทำได้จริงทั้งหมดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของสหรัฐ ไม่ใช่โวหารของทรัมป์

 

ถึงแม้ว่าทรัมป์นั้นจะมีคดีความติดตัวเยอะ บางคดีตัดสินแล้วว่าทรัมป์เป็นฝ่ายผิด บางคดีกำลังเตรียมการฟ้องร้อง และทรัมป์นั้นเคยถูกยื่นถอดถอนมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ชาวอเมริกันก็ยังคงเชื่อมั่นว่าทรัมป์จะมาเป็นผู้ปกป้องสหรัฐ ในการจัดการกับพันธมิตรในยุโรปที่เกเร เอารับเอาเปรียบสหรัฐก่อน 

 

และทรัมป์นั้นจะทุบไม่เลือกหน้า ถ้าไปขัดใจเขา อีกทั้งไม่นานมานี้อีลอน มัสก์เพิ่งจะเปิดศึกวิวาทะกับสหราชอาณาจักร ทั้งหมดนี้เป็นการจัดระเบียบกลุ่มพันธมิตรให้เรียบร้อยเสียก่อน ที่จะหันกลับมาจัดการกับจีนในภายหลัง

 

ซึ่งนี่เป็นตรรกะง่าย ๆ และเป็นธรรมชาติว่าถ้าไม่สามารถที่จะควบคุมลูกทีมของตัวเองได้ ก็ไม่สามารถที่จะไปแข่งขันกับผู้อื่นได้

 

ด้านมัสก์นั้น ก็อาศัยอิทธิพลของเขาในแพลต์ฟอร์ม X ในการจัดระเบียบแนวความคิดของยุโรป ให้ขยับมาตรงกลาง ไม่เอียงซ้าย (เสรีนิยม) มากเกินไป อย่าเป็นประชาธิปไตยมากเกินไป และไม่ต้องการให้ยุโรปเชิดชูหลักการสิทธิมนุษยชนมากจนเกินไป เพื่อการต่อสู้กับจีน

 

แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า วิธีการเช่นนี้จะดีต่อพันธมิตรยุโรป และระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ นี่คือวิธีการของ ทรัมป์ 2.0 ที่แรง, แปรปรวน และคาดเดาได้ยากกว่าเก่ามาก

 

วิธีการเหล่านี้นั้นเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนว่า สหรัฐจะจัดการกับจีนอย่างจริงจังแน่ เพื่อการสร้างอำนาจในการต่อรองกับจีนและรัสเซีย ซึ่งสภาพความแปรปรวนเช่นนี้ ทำให้หลายประเทศเร่งส่งทีมงานไปคุยกับทรัมป์กันหมดแล้ว เพราะว่ากลัวว่าจะถูกทรัมป์ทุบตี แม้แต่กลุ่มฮามาสก็ยังหันหน้าเข้าไปคุยกับอิสราเอล เพื่อเอาใจทรัมป์ ทุกคนต่างก็เอาใจทรัมป์กันหมด

 

ส่วนความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองดินแดนจริง ๆ นั้นมีไม่มาก เพราะว่ากันว่ากองทัพสหรัฐในปัจจุบันนั้นอ่อนแอลงไปมาก อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในกรอบ 3-5% ตามที่มีการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ แต่อยู่เพียงที่ระดับ 1-2% 

 

และจะมีการไปกดดันให้ NATO เพิ่มค่าใช้จ่ายทางทหาร เพื่อให้สหรัฐสามารถดึงเงินกลับมาพัฒนาระบบของตนเอง ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู 1 3 ปี ก่อนที่จะทำได้จริง ซึ่งในปีหน้าจะมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารขึ้นเป็น 8 แสนล้าน USD (ราว 27.8 ล้าล้านบาท) คิดว่าอีกสักครึ่งเทอม สหรัฐก็น่าจะใช้กำลังได้มากกว่านี้ 

 

แต่ในขณะนี้ ต้องขู่เอาไว้สักหน่อยเพื่อการปรามไว้สักนิด และอาจจะมีการเลือกใช้กำลังบางส่วน ซึ่งถ้าสหรัฐสามารถถอนตัวออกมาจากยูเครนได้ และผลักดันให้เยอรมนี ฝรั่งเศส และโปแลนด์เข้าไปแทนได้ สหรัฐก็จะสามารถดึงกำลังเข้าไปช่วยจัดการกับปัญหาอื่น ๆ ได้ แต่ก่อนที่จะทำได้เช่นนั้น ทรัมป์กำลังจัดทำรายชื่อนายพลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของตน เพื่อการปลดออก

 

สำหรับประเทศไทยนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง “สมดุลใหม่ เพื่อการสร้างอำนาจในการต่อรองกับทั้งจีน และสหรัฐ เหมือนอย่างที่เวียดนามทำ ทำตามข้อเรียกร้องบ้าง ปฎิเสธบ้าง แต่โดยรวมแล้วทุกคนต่างก็รักประเทศไทยหมด และให้ผลประโยชน์กับไทย ซึ่งเรื่องนี้นั้นเวียดนามทำออกมาได้ดีมาก อีกทั้งเวียดนามนั้นสามารถนำเม็ดเงินลงทุนของไทย มาผลิตสินค้าแข่งกับไทยได้อีกด้วย

 

ซึ่งไทยเองก็ต้องทำให้ได้อย่างเวียดนาม โดยทำการค้าขายกับอิหร่านเพื่อนำเอาน้ำมันราคาถูกเข้ามา โดยใช้วิธีหลบเลี่ยงแบบที่สิงคโปร์ทำให้ตนเองไม่ถูกคว่ำบาตร และสิงคโปร์เองก็ร่ำรวยจากการเอาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านมาขายไทยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

 

ทั้งนี้ ทุกคนมองออกว่าทรัมป์กำลังเดินเกมอย่างลึกซึ้ง และรอบด้าน เป็นสงครามที่มีความซับซ้อนและต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้น แต่แนวคิดนี้มีมานานแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่ ซึ่งถ้าสหรัฐสามารถหลุดออกจากหล่มในยูเครนได้ก็จะมีกำลังเพิ่ม รวมถึงจะมีอาวุธมากขึ้น จากการเลิกการสนับสนุนอาวุธให้ยูเครน

 

และทรัมป์อาจจะไปบีบเดนมาร์ก เพื่อขอเช่ากรีนแลนด์ เพื่อการขุดเอาแร่ธาตุหายาก มาใช้ในการต่อกรกับจีน ในการแข่งขันการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเรื่องนี้นั้น มัสก์รู้ดีที่สุดว่าอุตสาหกรรมไฮเทคในอนาคตนั้น มีความต้องการอะไร

 

ซึ่งคาดการณ์กันว่า แผนการแสวงหาแร่ Rare Earth นั้นมาจากมันสมองของมัสก์ ซึ่งทำให้คนตกใจกันว่าเรื่องนี้นั้น มักส์จะได้รับผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างมโหฬาร และมักส์จะเป็นผู้ตัดสินอนาคตในหลาย ๆ อย่าง เพื่อการช่วงชิงความได้เปรียบของสหรัฐในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งคนอเมริกันเห็นว่าเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก

 

สำหรับกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า นโยบายของทรัมป์นี้ จะถือว่าเป็นการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ได้หรือไม่นั้น รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่า การใช้คำเช่นนี้นั้น คงทำให้คนอเมริกันรู้สึกเจ็บแสบบ้าง เพราะว่าที่ผ่านมานั้น สหรัฐมีการล่าอาณานิคมในหลากหลายรูปแบบ 

 

ทั้งด้านวัฒนธรรม ผ่าน Hollywood หรือผ่านโลกไซเบอร์-ออนไลน์ ซึ่งนี่พูดง่าย ๆ ว่าเป็นพลังอำนาจของสหรัฐ ทั้ง Soft Power – Hard Power Smart Power ผสมกันจนทำให้สหรัฐอยู่มาได้อย่างยาวนานที่สุดในฐานะมหาอำนาจหมายเลข 1

 

แต่จีนนั้น ก็ทำการศึกษาสหรัฐมาอย่างยาวนานเช่นกัน โดยเมื่อ 20 ปีก่อนนี้นั้น จีนคอมมิวนิสต์นั้นส่งนักศึกษามายังสหรัฐ เพื่อทำการถอดรหัสทุกอย่างของสหรัฐ เพื่อนำกลับไปพัฒนาประเทศ จนสามารถพุ่งทะยานขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐได้อย่างทุกวันนี้

 

จีนใช้เวลาไม่เกิน 5 ปี ในการสร้างแบรนด์ EV ขึ้นมาแข่งขันกับ Tesla ของสหรัฐ และจ่อคอหอยอุตสาหกรรมสหรัฐจนแทบจะล้มตาย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า จีนนั้นเข้าใจสหรัฐเป็นอย่างดี จนทำให้ในเวลาต่อมา ทั้งไบเดน และทรัมป์ก็ออกกฎห้ามนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษาในบางสาขา และมีการจำกัดจำนวนนักศึกษาจีน 

 

แต่ว่ามันสายไปแล้ว จีนได้องค์ความรู้จากสหรัฐไปมากพอที่จะพัฒนาเทคโนโลยีได้เองแล้ว อีกทั้งจีนนั้น มีการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยเม็ดเงินมหาศาล และเป็นเวลานานมากแล้ว อีกทั้งจีนได้เข้าไปในแอฟริกา เพื่อนำเอา Rare Earth มาใช้ในการพัฒนาประเทศมากว่า 30 ปีแล้ว

 

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะออกกฎเพื่อการปิดช่องทางของจีน แต่จีนก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการปรับตัว ก็สามารถพุ่งทะยานได้เลย ซึ่งนี่ทำให้สหรัฐตื่นตระหนกมาก และหาทางที่จะจัดการกับจีนในทุกรูปแบบ เพื่อให้สหรัฐมีความได้เปรียบ 

 

จนทำให้หลายคนมองว่า ศึกครั้งนี้นั้นจะกลายเป็น Total War (สงครามเบ็ดเสร็จ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ไร้ขอบเขต) ทำให้มีความกังวลว่าขอบเขตของความขัดแย้งนั้นอาจจะลุกลามไปจนกลายเป็นสงครามใหญ่

 

ซึ่งมีแนวโน้มว่าทรัมป์อาจจะเปิดศึกรอบด้าน ซึ่งจะสามารถทำได้จริงมากน้อยเพียงใดนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือทรัมป์มองว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ทรัมป์ก็อยู่ไม่ได้ อีกทั้งทรัมป์นั้นเป็นคนที่มีพลังเยอะ และอาจจะทำได้สำเร็จก็ได้ เช่นการจัดระเบียบ NATO นั้น ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะสำเร็จ

 

สำหรับความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนนั้น คงจะเรียกไม่ได้ว่าทรัมป์จะทำให้สงครามยุติ แต่จะเข้าสู่การเจรจาที่มีความซับซ้อน และประเด็นสำคัญที่จะทำให้สงครามยุติจริง ๆ นั้นก็คือการปรามไม่ให้รัสเซียสามารถเข้าไปยึดดินแดนได้มากกว่านี้อีก ซึ่งในเวลานี้รัสเซียยึดไปได้ 20% ของพื้นที่ยูเครนแล้ว

 

ทั้งนี้ สิ่งที่รัสเซียกลัวก็คือการที่ยูเครนได้เข้าร่วมในมาตรา 5 ของ NATO (ข้อกำหนดว่า หากชาติสมาชิก NATO ชาติใดชาติหนึ่งถูกรุกราน ชาติสมาชิกที่เหลือจะต้องเข้าร่วมในการตอบโต้) เพราะรัสเซียไม่สามารถรับมือกับชาติ NATO ทั้งหมดพร้อมกันได้

 

ประธานาธิบดี วลาดีเมียร์ เซเลนสกี้ ของยูเครนก็ทราบเรื่องนี้ดี จึงพยายามที่จะเจรจากับทรัมป์ แต่ทรัมป์ไม่มีคำตอบให้ ทำให้เซเลนสกี้ได้รับสัญญาณแล้วว่าอาจจะไม่ได้ผล แต่ทั้งนี้ มาตรา 5 ก็ยังถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการเจรจาต่อรองกับรัสเซีย และอาจจะมีการเสนอเงื่อนไขอื่น ๆ ในการต่อรอง แต่ในเวลานี้ยังมองไม่ออกว่าทรัมป์จะเอาเงื่อนไขอะไรไปต่อรองกับรัสเซีย

 

เนื่องจากว่าในเวลานี้รัสเซียนั้นยังมีความได้เปรียบ และยังสามารถรุกคืบเข้าไปได้อีกเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากว่ารัสเซียถูกปิดล้อมทางเศรษฐกิจผ่านมาตรการคว่ำบาตรมากขึ้น หรือว่ามีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้รัสเซียรู้สึกพอใจแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดการเจรจาขึ้นได้ หรือรัสเซียอาจจะยอมเปิดการเจรจาเอาใจทรัมป์ แต่ไม่ยุติการทำสงคราม ซึ่งทั้งหมดนี้นั้น ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่

 

สำหรับจีนนั้น ในเวลานี้ จีนคงไม่คิดจะเป็นฝ่ายตั้งรับแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้ว แต่ต้องการที่จะรุกกลับด้วย แต่ก็ดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นมาก โดยอาจจะเปิดช่องทางในการเจรจา ซึ่งทราบมาว่ามีการพูดคุยต่อรองกันไปแล้ว

 

แต่ว่าจีนนั้นก็คงจะดำเนินการทั้งถอยและตั้งรับ ในรูปแบบที่ซับซ้อนพอสมควร โดยจีนอาจจะเอากลุ่ม BRICS มาช่วยเสริมในด้านการค้าเสรีบางอย่างซึ่งจะทำให้สหรัฐมองว่าจีนไม่เป็นภัย เช่นการไม่ไปแตะต้องธนาคารโลก, IMF และสกุลเงินดอลลาร์ แต่จะเชื่อมโยงระบบการเงินเดิมให้เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์ไปด้วย ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็น่าจะทำให้ทรัมป์พอใจ ซึ่งจีนกำลังดำเนินการตามแนวทางนี้อยู่

 

นอกจากนี้ ทรัมป์จะต้องหาเงินหลายแสนล้าน USD เพื่ออัดฉีดกลับเข้าไปในระบบเศรษฐกิจสหรัฐได้ เพื่อการแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งในปีแรกนั้นจะเป็นไปได้ยาก จะต้องมีการกระตุ้นการลงทุน ลดราคาพลังงาน และจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ 

 

ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลโจ ไบเดน และหลายรัฐบาลในยุโรปทำไม่ได้ ความล้มเหลวของรัฐบาลที่มีแนวคิดเสรีนิยมต่างก็ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนโกรธมากว่าคนเหล่านี้เข้าไปเสวยสุข แต่ล้มเหลวในการบริการจัดการ 

 

อย่างในแคนาดา เมื่อครั้งที่รัฐบาลของจัสติน ทรูโด เข้ามาบริหารประเทศ คณะรัฐมนตรีก็มีภาพลักษณ์ที่ดูดี ทันสมัย มีแต่คนหนุ่มสาว ที่มีความหลากหลาย แต่ตอนนี้ล้มระเนระนาด มีแต่ปัญหาการคอรัปชัน และผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทำให้คนแคนาดาโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไรแล้ว

 

ซึ่งเป็นสาเหตุให้ประชาชนทั้งในสหราชอาณาจักร, เยอรมนี เบลเยียม และฝรั่งเศสต่างก็ลงคะแนนเพื่อให้มีการนำเอาคนพวกนี้ออกไปจากการบริหารประเทศ ซึ่งทำให้ทรัมป์มองว่าจะต้องเข้าไปจัดระเบียบประเทศพันธมิตรยุโรปให้ดี ให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้งให้ได้ 

 

ถึงขั้นให้มัสก์เข้าไปแทรกแซงทางการเมือง วิจารณ์ตัวรัฐมนตรี และนโยบายของหลายประเทศในยุโรป ซึ่งทำให้นักการเมืองหลายประเทศโกรธมาก แต่ทั้งหมดนี้คือ American First ที่จะต้องมีการจัดระเบียบชาติพันธมิตร เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเผชิญหน้ากับจีน

 

ในขณะที่จีนนั้นเตรียมการตั้งรับอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งหาทางหนีทีไล่ และอาจจะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันในบางส่วน แต่ทั้งนี้ ทีมทรัมป์ที่สุดโต่งที่สุดก็บอกว่า มันต้องจบลงด้วยการตัดจีนออกจากระบบ เลิกค้ากับจีน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความเสี่ยงให้กับไทยมาก เพราะว่าคนไทยนั้นมีความใกล้ชิดกับคนจีน ด้วยความที่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

 

และเรื่องนี้นั้น จีนก็จะไม่ถอยเช่นกัน พร้อมที่จะแย่งชิงความเป็นเจ้า พร้อมที่จะทำให้สหรัฐนั้นถดถอยลงไปกว่านี้ ซึ่งนี่ก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่คิดว่าเวลาเพียง 4 ปีนั้นไม่น่าจะพอ ทรัมป์จะต้องแก้รัฐธรรมนูญส่วนแก้ไขเพิ่มเติม มาตราที่ 22 เพื่อให้ตนเองสามารถกลับมาเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 3 ได้ถึงจะเอาจีนอยู่ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่น่ากลัวเช่นกัน และถ้าแก้ไขได้ ทรัมป์ก็คงอยู่ต่อได้อีกยาว และอาจจะทำได้สำเร็จ

 

(รัฐธรรมนูญของสหรัฐมีทั้งสิ้น 7 ข้อ มานับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ แต่มีการเพิ่มส่วนแก้ไขเพิ่มเติม โดยส่วนแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดคือมาตราที่ 27 ในปี 2535)

 

สำหรับการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และการเคลื่อนกองทัพเข้าสู่สมรภูมิเพื่อการยึดปานามานั้น อาจจะต้องใช้เวลา 2-4 ปีเลยด้วยซ้ำ

 

สำหรับประเทศไทยนั้น ถ้าเกิดเหล่ามหาอำนาจงั้นข้อกันอย่างเต็มรูปแบบมาจริง ๆ ประเทศไทยจะต้องหาทางหลบหลีกให้ดี ๆ เพราะว่าไทยไม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะไปรับมือกับชาติมหาอำนาจเหล่านั้น และไทยควรจะพยายามลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้น ผ่านช่องทางการพูดคุยพิเศษของไทย และต้องสร้างสมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์ขึ้นมาให้ได้ อย่างทีเวียดนามทำได้สำเร็จแล้ว

 

ซึ่งเวียดนามเองก็ทำได้สำเร็จ จากการศึกษาแบบอย่างจากไทย ว่าเหตุใดไทยจึงสามารถคบค้าได้กับทั้งสหรัฐ, ญี่ปุ่น และจีน และเหตุใดไทยสามารถชนะสงครามที่เราแพ้ ทำไมไทยจึงมีลูกเล่นที่แพรวพราว ทำให้ใคร ๆ ต่างก็รักประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีมิตรมากมาย

 

(ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือว่าไทยอยู่ฝ่ายอักษะซึ่งเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ในสงคราม แต่เพราะว่าไทยดำเนินการทางการทูตในช่องทางพิเศษในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐ ซึ่งทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นฝ่ายผู้ชนะในสงครามในท้ายที่สุด)

 

เวียดนามเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของไทย เพื่อนำมาปรับใช้ ทั้ง ๆ ที่ในหน้าประวัติศาสตร์ของเวียดนามนั้น เคยทำสงครามกับจีน (เวียดนามเคยถูกจีนรุกรานมาตั้งแต่ราว ๆ 800 ปีก่อน เคยถูกจีนปกครอง 4 ครั้ง และสงครามกับจีนครั้งสุดท้ายคือในปี 2531 ในหมู่เกาะสแปรดลีย์) และเคยทำสงครามกับสหรัฐในสงครามเวียดนาม (ระหว่างปี 2498 – 2518)

 

ซึ่งในสงครามเวียดนามนั้น กองทัพสหรัฐสังหารชาวเวียดนามไป 3 ล้านคน แต่เวียดนามสามารถพูดคุยกับสหรัฐได้อย่างมีชั้นเชิง และเวียดนามนั้นกลัวจีนมาก แต่ก็สามารถร่วมมือกับจีนในอุตสาหกรรมไฮเทคหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้นั้นไทยต้องตั้งข้อสังเกตเพื่อหาแนวทางในการปรับตัว 

 

และที่สำคัญคือไทยต้องดำเนินการตามกลไก อย่างให้ประเทศเพื่อนบ้านมองว่าไทยไม่เอาจริง ปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านมาเอาเปรียบ รุกล้ำเข้ามาในดินแดนของเรา (กลุ่มว้าแดง) หรือไม่ยอมส่งตัวผู้บงการเหตุการณ์ก่อการร้ายในประเทศไทยมาให้ (มาเลเซีย) หรือทำเฉไฉในเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลกับไทย (กัมพูชา) ซึ่งเรื่องนี้นั้น เราเองก็ต้องมีการจัดระเบียบในประเทศของเรา เหมือนอย่างที่ทรัมป์กำลังดำเนินการอยู่

 

นอกจากนี้ ไทยเองก็ต้องดำเนินการเชื่อมโยงให้ถึงตัวทรัมป์ อย่างที่หลาย ๆ ประเทศกำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการพูดคุยในเรื่องมาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับไทย ซึ่งไทยจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อการป้องกันไม่ให้ไทยถูกเล่นงานหนักที่สุด โดยเฉพาะในประเด็นที่มีการทำดัชนีบ่งชี้ว่าไทยมีความใกล้ชิดกับจีนมาก ซึ่งเรื่องนี้อันตราย

 

โดยอาจจะอ้างกับสหรัฐว่า เรือดำน้ำที่ไทยซื้อจากจีนนั้นมีแต่เรือแต่ไม่มีเครื่องยนต์ หรือกรณีที่ทุนจีนเทาเข้ามาสร้างปัญหาให้กับภาคธุรกิจของไทย ทำให้ไทยเดือดร้อนเหมือนกัน

 

และถ้าไทยสามารถทำให้สหรัฐรู้สึกได้ว่าไทยพร้อมที่จะช่วยผลักดันนโยบาย American First ได้ ซึ่งเรื่องนี้สามารถทำได้ไม่ยาก เนื่องจากว่าในอดีตนั้น ไทยเองก็เคยให้การสนับสนุนช่วยเหลือสหรัฐมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะในสงครามเวียดนาม และสงครามเกาหลี แม้แต่ในปัจจุบัน ไทยเองก็ช่วยเหลือสหรัฐในการจับตัวคนร้ายที่สหรัฐต้องการตัวมาหลายครั้งแล้ว

 

แต่การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้นั้น จะต้องให้คนไทยได้รับทราบด้วย และทั้งหมดนี้คือพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ทีมงานของทรัมป์นั้นมีนายพลหลายคนที่เคยมาประเทศไทย เพื่อการทำสงครามเวียดนาม และในทีมงานภาคอุตสาหกรรม ก็มีเครือข่ายที่เป็นคนไทย แม้แต่ตัวมัสก์นั้น ก็มีเพื่อนเป็นคนไทยหลายคน เมื่อครั้งเหตุการณ์ถ้ำหลวง ช่วย 13 ชีวิตทีมหมู่ป่าในปี 2561 มัสก์ก็พยายามที่จะเข้ามาช่วยเหลือ

 

ดังนั้น มัสก์ถือเป็นบุคคลสำคัญมาก และมัสก์นั้นรู้จักประเทศไทยดี มีทีมประสานงานอยู่ในประเทศไทย และเป็นคนไทย ดังนั้นขอให้มีการส่งคนไปติดต่อประสานงาน แค่โทรไปแสดงความยินดีที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งมันยังไม่มากเพียงพอ

 

ขอให้ประเทศไทยไปช่วยเหลือสหรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกสหรัฐว่า อย่าโกรธประเทศไทย เพราะว่าไทยนั้นก็ช่วยเหลือจีนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้จะต้องแยกทีมงานในการประสานงาน โดยทีมติดต่อจีนก็ทีมหนึ่ง ทีมติดต่อสหรัฐก็อีกทีมหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดความไม่ไว้วางใจในตัวทีมงานเจรจา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่เวียดนามใช้ และประสบความสำเร็จ

 

สิ่งที่สำคัญคือการปรับสมดุล โดยไม่เลือกข้าง เลือกทำในสิ่งที่ประเทศไทยได้ประโยชน์ด้วย โดยไม่สร้างผลกระทบกับมิตรของไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำได้ยากมาก และมีความซับซ้อน จำเป็นที่จะต้องใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์

 

สำหรับการที่ไทยเข้าร่วมกับกลุ่ม BRICS ในเวลานั้น ไทยยังไม่ได้สร้างความน่ากังวลใจมาก เนื่องจากว่าในเวลานี้ไทยอยู่ในสถานะผู้สังเกตการณ์ จึงยังไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสหรัฐเล่นงานเพราะเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ไทยเองก็ต้องอาศัยจังหว่ะนี้ในการแสวงหาพันธมิตรเพิ่มอย่างอินเดีย, บราซิล และแอฟริกาใต้ เพื่อการเปิดตลาดใหม่ ๆ ที่อาจจะมีโอกาสมากกว่าในตลาดยุโรปในบางส่วน

 

นอกจากนี้นั้น ชาติพันธมิตรของสหรัฐเองอย่าง ซาอุดีอาระเบียเอง ก็เข้าไปมีส่วนในกลุ่ม BRICS ด้วย ซึ่งถ้าสหรัฐเงื้อดาบเตรียมฟาดกลุ่ม BRICS ขึ้นมาจริง ๆ ไทยก็ยังสามารถถอยออกได้ทัน แต่ในเวลานั้น สหรัฐเพียงข่มขู่เท่านั้น จึงยังไม่จำเป็นต้องถอยออกจากกลุ่ม BRICS เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของไทยเอาไว้



เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า