AI ทำตกงาน 40% ทั่วโลกในทศวรรษหน้า สหประชาชาติเตือนถึงผลกระทบการเติบโตของ AI รวมทั้งความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยรายงานว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจส่งผลกระทบต่องานทั่วโลก 40% ในทศวรรษหน้า แม้ว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพโดยรวม
รายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (7 เม.ย.) ระบุว่า AI อาจส่งผลกระทบต่องานใน 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แทนที่หรือเสริมการทำงานของมนุษย์, เร่งกระบวนการทำงานอัตโนมัติ และสร้างตำแหน่งงานใหม่ เช่น งานด้านวิจัยและพัฒนา AI
UNCTAD เตือนว่า บริษัทชั้นนำเพียงไม่กี่แห่งที่ควบคุมการพัฒนา AI ของโลก มักให้ความสำคัญกับทุนมากกว่าแรงงาน ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงที่ AI จะลดความได้เปรียบทางการแข่งขันของแรงงานราคาถูกในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ Rebeca Grynspan เลขาธิการ UNCTAD กล่าวในแถลงการณ์ว่า จำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเปลี่ยนจุดโฟกัสจากเทคโนโลยีไปที่มนุษย์
AI คาดว่าจะสร้างมูลค่าตลาดถึง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ (166.8 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2033 แต่ผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ มีเพียง 100 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ และจีน ที่คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา AI ของโลก ขณะที่ทั้งสองประเทศยังผลิต หนึ่งในสามของบทความวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ และสองในสามของสิทธิบัตร AI สะท้อนการครอบงำองค์ความรู้ ในอุตสาหกรรม
รายงานระบุว่า การครอบงำตลาดทั้งในระดับประเทศและองค์กรอาจขยายช่องว่างทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนามีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI
การศึกษาดังกล่าวยังได้ประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในด้านเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าอื่นๆ โดยพบว่าสหรัฐฯ มีความได้เปรียบในเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, อินเทอร์เน็ต, บิ๊กดาต้า, บล็อกเชน และการพิมพ์ 3 มิติ
ขณะที่จีนเป็นผู้นำด้าน เครือข่ายเซลลูลาร์ 5G, โดรน และเซลล์แสงอาทิตย์ ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีศักยภาพในการแข่งขันในด้านเหล่านี้ รวมถึงนาโนเทคโนโลยีและการพัฒนาหุ่นยนต์
รายงานระบุว่า AI ใช้การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อระบุรูปแบบและความสัมพันธ์จากข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยประสิทธิภาพของระบบจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา นั่นหมายความว่า เทคโนโลยี AI ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะงานที่มีโครงสร้างชัดเจนเหมือนระบบอัตโนมัติแบบเดิม แต่สามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
ผลที่ตามมาคือ AI สามารถทำงานได้เหนือกว่าระบบเก่าและอาจเทียบเคียงหรือแซงหน้ามนุษย์ โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้ทักษะสูง นอกจากนี้ หากนำ AI มาผสานกับระบบอื่นๆ ก็สามารถ ควบคุมกระบวนการผลิตทางกายภาพได้เช่นกัน
UNCTAD ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องลงทุนในระบบอินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพ รวมถึงจัดทำชุดข้อมูลคุณภาพสูงเพื่อฝึก AI และพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดรับกับทักษะดิจิทัลที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ UNCTAD เสนอให้มีศูนย์กลางระดับโลกที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยกระจายเครื่องมือ AI และพลังการประมวลผลอย่างเท่าเทียมระหว่างประเทศต่างๆ
(1 ดอลลาร์ = 34.75 บาท)
ที่มา: Euro News