Newsต่างประเทศสกุลเงินคริปโต อาวุธลับใหม่ที่สหรัฐใช้สู้กับจีน โดยทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้ง คลังสำรอง Bitcoin และ คลังสินทรัพย์ดิจิทัล

สกุลเงินคริปโต อาวุธลับใหม่ที่สหรัฐใช้สู้กับจีน โดยทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้ง คลังสำรอง Bitcoin และ คลังสินทรัพย์ดิจิทัล

การประชุมสุดยอดด้านสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) ครั้งแรกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ (7 มี.ค.) มีความโดดเด่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของทรัมป์หลายประการ เช่น การแหกกฎเกณฑ์ การวางเดิมพันที่เสี่ยง และเสนอทรัพยากรของรัฐบาลสหรัฐฯ ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

หนึ่งวันก่อนการประชุมสุดยอดคริปโตฯ ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้ง “คลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์” และ “คลังสินทรัพย์ดิจิทัล” 

 

“ผมสัญญาว่าจะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจด้านบิตคอยน์ของโลก และเป็นเมืองหลวงของสกุลเงินดิจิทัลของโลก” “จีนกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งเช่นเคย แต่เราก็เป็นผู้นำในด้านปัญญาประดิษฐ์และด้านอื่นๆ และเราต้องการคงความเป็นผู้นำไว้” ทรัมป์กล่าว

 

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทรัมป์ประกาศบนโซเชียลมีเดียว่า กองทุนสำรองจะเกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล 5 สกุล ได้แก่ บิตคอยน์ อีเธอร์ เอ็กซ์อาร์พี โซลานา และคาร์ดาโน แต่คำสั่งฝ่ายบริหารเน้นไปที่บิตคอยน์เป็นส่วนใหญ่ “Bitcoin มักถูกเรียกว่า ‘ทองคำดิจิทัล’ เราต้องควบคุม ไม่ใช่จำกัดพลังของสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ” ทรัมป์ โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social

 

สกุลเงินดิจิทัลไม่ได้ออกโดยรัฐบาลกลาง แต่ทำงานบนฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่าบล็อกเชน ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินกระดาษทั่วไป ดังนั้น สกุลเงินดิจิทัลจึงไม่มีมูลค่าในตัวเองหรือสถานะทางกฎหมายที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และมีค่าเพียงเท่าที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายเท่านั้น

 

ทำเนียบขาวกล่าวว่ามีแผนที่จะสร้าง “คลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์” แบบรวมศูนย์ ซึ่งบริหารโดยกระทรวงการคลัง และแปลงเป็นทุนภายใน 30 วัน โดยใช้ Bitcoin ที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางต่างๆ ยึดมาจากอาชญากร

 

ผู้สนับสนุนคริปโตโต้แย้งว่าเงินสำรองจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงทางการเงิน โดยกำไรใดๆ ก็ตามจะช่วยลดหนี้ของประเทศ ขณะที่นักวิจารณ์อ้างถึงราคาที่ผันผวนอย่างมากของคริปโต ประวัติการล่มสลาย และบทบาทที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ในฐานะสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้ ซึ่งหากตลาดตกต่ำ รัฐบาลอาจต้องแบกรับหนี้เพิ่มหลายพันล้านดอลลาร์

 

ผลสำรวจโดย Pew Research เมื่อเดือน ต.ค. พบว่า ชาวอเมริกันราว 44 ล้านคน ลงทุน ซื้อขาย หรือใช้สกุลเงินดิจิทัล ขณะที่ ชาวอเมริกัน 63% ไม่เชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นเชื่อถือได้หรือปลอดภัย

 

เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลทำงานบนฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์และไม่สามารถติดตามได้ จึงมีบทบาทสำคัญในการฟอกเงิน แรนซัมแวร์ และแผนการก่ออาชญากรรมอื่นๆ

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่าความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ หากประสบผลสำเร็จอาจทำให้จีนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก รัฐบาลจีนห้ามการขุดและซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในปี 2021 แต่สนับสนุน stablecoin ที่มีมูลค่าผูกติดกับสินทรัพย์อย่างเงินหยวน ซึ่งปักกิ่งเชื่อว่าอาจช่วยท้าทายอำนาจสูงสุดของดอลลาร์สหรัฐฯ ในระดับโลกได้ในที่สุด ทั้งนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมากกว่า 99% ของส่วนแบ่งสกุลเงิน Stablecoin

 

Martin Chorzempa นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Peterson Institute for International Economics ในกรุงวอชิงตันกล่าวว่า “จีนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ห้ามการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลใดๆ อย่างจริงจัง”

 

“การที่สหรัฐฯ เปลี่ยนไปสู่จุดยืนที่เป็นบวกมากขึ้นในอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ stablecoin ซึ่งเกือบทั้งหมดใช้เงินดอลลาร์เป็นฐาน อาจทำให้จีนขยายการใช้เงินหยวนได้ยากขึ้นหากประเทศต่างๆ และธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกใช้ stablecoin ที่ถูกกฎหมายซึ่งมีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาแบ็คไว้มากขึ้น”

 

หากสกุลเงินดิจิทัลสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (จนถึงขณะนี้ยังเป็นเพียงการเก็งกำไร) ก็อาจกดดันให้ปักกิ่งผ่อนปรนการห้ามดังกล่าวได้ แต่สิ่งนี้อาจทำให้การควบคุมการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศอ่อนแอลง และเปิดประตูให้เกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์มากขึ้น นักวิเคราะห์กล่าว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า