การพนันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยกระทบจากกำแพงภาษีทรัมป์ ที่สร้างทสึนามิทางเศรษฐกิจถล่มโลกทั้งใบ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวถึงมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธมิตร และศัตรู ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐว่า เรื่องนี้ทำให้ทั้งโลกต่างเป็นกังวล เพราะว่าถ้าเรื่องนี้ส่งผลกระทบให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำลง ก็จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งระบบ
การเดินหมากของทรัมป์ในครั้งนี้ มีหลายเป้าหมายแฝงอยู่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการพนันครั้งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก จนบางคนกล่าวว่า นี่คือหน้าใหม่ของสงครามการค้าในประวัติศาสตร์
สหรัฐมีเป้าหมายในการกระทำครั้งนี้อยู่ 2 เรื่อง คือ
1 ต้องการดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 69 ล้านล้านบาท) เพื่อที่จะใช้ในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งรวมไปถึงการฟื้นฟูทางด้านการทหาร
2 ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นเป้าหมายที่แท้จริงก็คือการใช้กำแพงภาษี (Tarriff) เพื่อการจัดการกับจีน และพันธมิตรของจีน ตัวอย่างเช่นหลายประเทศที่เป็นประเทศยากจน และไม่ได้มีการค้าขายกับสหรัฐมาก แต่มีความใกล้ชิดกับจีน อย่างเช่น เวียดนาม ลาว และกัมพูชา
การประกาศของสหรัฐที่ออกมานั้น ได้ทำให้ชาติในสหภาพยุโรป (EU) ออสเตรเลีย และแคนาดา ต่างก็ออกมายืนกรานที่จะตอบโต้มาตรการของสหรัฐอย่างแน่นอน
ในประเทศที่มีสัดส่วนการค้ากับสหรัฐต่ำกว่า 20% ก็อาจจะไม่สนใจมาตรการนี้เท่าไร แต่สำหรับประเทศไทย ที่มีสัดส่วนการค้ากับสหรัฐสูงกว่า 20% ก็ควรที่จะให้ความสำคัญ
โดยหาทางนำเข้าสินค้าจากสหรัฐให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไวน์ หมูเนื้อแดง หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ทั้งนี้ สื่อบางรายตั้งข้อสังเกตว่าทรัมป์อาจจะไม่คุ้นเคยกับประเทศไทยสักเท่าไรนัก เพราะว่าขานชื่อประเทศไทยผิดเพี้ยนไปบ้าง
อย่างไรก็ดี การจะเข้าไปเจรจาในเวลานี้ก็ไม่น่าจะทันแล้ว เพราะว่ามีประเทศที่อยู่ในรายชื่อเป็นร้อย ไม่น่าจะเจรจาทั้งหมดได้ทัน จนผู้สื่อข่าวบางรายกล่าวว่า “ทสึนามิ (ทาง) เศรษฐกิจ” กำลังจะกระเพื่อมมาถึงแล้ว
แต่ทั้งนี้ การประกาศตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์นั้น ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับสัมพันธมิตรไปเลย ซึ่งนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียถึงกับกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เพื่อนแล้ว เพื่อนกันจะไม่ทำแบบนี้” แต่อย่างไรก็ดี ในการเมืองโลกนั้น ไม่มีมิตรหรือศัตรูที่ถาวร เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งนั้น ซึ่งในที่สุดก็ต้องไปหาทางเจรจาประนีประนอมกัน
แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีนั้นร้าวฉาน จนอาจมีความเป็นไปได้ที่ประเทศที่เสียผลประโยชน์จากสหรัฐ อาจจะไปรวมตัวกันเพื่อสร้างกลุ่มใหม่ เช่นการไปรวมกับจีนเพื่อกลับมาต่อรองกับสหรัฐ ก็เป็นไปได้ ซึ่งในเวลานี้จีนเองก็มีการเดินสายไปทั่วทั้งในเอเชียและยุโรป เพื่อสร้างกลุ่มใหม่ เพื่อการถ่วงดุลกับสหรัฐ
เรื่องนี้จะไปอาศัยความสงสารไม่ได้ แต่จะต้องสร้างอำนาจต่อรอง และถ้าต่อรองกันไม่ได้ ก็อาจจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทำสงครามกันจริง ๆ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือหลายรูปแบบประกอบกัน เพื่อที่จะกดสหรัฐลงให้ได้
เป็นการใช้สรรพกำลังทุกรูปแบบ ทั้ง Hard Power – Soft Power – Smart Power เพื่อกดสหรัฐลงให้ได้ ก่อนที่ระบบเศรษฐกิจจะเสียหายพังพินาศลงจนอยู่ไม่ได้
สำหรับประเทศในกลุ่ม CLMV ที่มีรายได้น้อยอยู่แล้วนั้น คงจะยากที่จะมีเงินไปซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่ม และก็น่าจะหันไปซื้อสินค้าจากจีนเพิ่ม แต่ถึงกระนั้น การค้าที่ซบเซาลง ก็จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไปด้วย
แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือเม็กซิโก แคนาดา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ที่ได้รับผลกระทบในทันที จากการส่งออกรถยนต์เข้าสู่สหรัฐปีละเป็นจำนวนมาก และมีรายได้สูงมากจากการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐ
ซึ่งทรัมป์ระบุว่าประเทศเหล่านี้ “เอาเปรียบ” สหรัฐมานาน ต้องใช้ยาแรงในการจัดการ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีช่องให้เจรจา โดยจะต้องมีการนำผลประโยชน์มาแลก ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางการเงิน ทางการทหาร หรือการเมือง
ถึงแม้ว่าการกระทำของทรัมป์จะถูกมองว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดสงครามการค้า แต่ก็ยังมีช่องทางให้เจรจา เพราะทุกฝ่ายต่างก็ทราบดีว่าการทำสงครามการค้านั้นมีผลเสียที่จะทำให้ทุกคนบนโลก ต้องจ่ายสินค้าแพงขึ้น แต่ได้สินค้าที่มีคุณภาพต่ำลง เพราะว่าไม่มีใครที่สามารถผลิตได้ทุกอย่าง ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นแรงกดดันจากประชาชน ให้รัฐบาลลดระดับการตั้งกำแพงลงมา
อย่างไรก็ดี การตั้งกำแพงภาษีนั้น มีผลเชิงลบที่ตามมาแน่ แต่ทรัมป์ก็บอกคนอเมริกันไว้แล้วว่าจะต้องอดทนจากการที่สินค้าจะแพงขึ้น และจะต้องหาทางประคองตัวเองไป