มีความเสี่ยงหลังรัฐบาลสหรัฐเข้าถือหุ้น Intel, Intel เตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงต่อยอดขายในต่างประเทศ ด้านนักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความตั้งใจที่จะลงทุนในบริษัทอเมริกันรายใหญ่เพิ่มเติม หลังรัฐบาลสหรัฐเพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ใน Intel โดยเปลี่ยนเงินสนับสนุนจากโครงการ CHIPS Act เป็นหุ้นสามัญ
“ผมหวังว่าจะมีอีกหลายกรณีแบบนี้” ทรัมป์กล่าว พร้อมส่งสัญญาณว่าแนวทางดังกล่าวอาจขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม Intel ได้ออกเอกสารแจ้งเตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อยอดขายในต่างประเทศ ความยากลำบากในการขอรับเงินสนับสนุนในอนาคต หรือข้อจำกัดจากกฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มองว่ารัฐบาลสหรัฐมีบทบาทแทรกแซงโดยตรง
Intel ยังระบุว่า หุ้นที่ออกให้รัฐบาลมีราคาต่ำกว่าตลาด ซึ่งส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูกลดสัดส่วน ขณะเดียวกันอำนาจของรัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นอาจขัดขวางการตัดสินใจทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุด
นักวิเคราะห์และอดีตผู้บริหารหลายรายแสดงความกังวลว่า แนวทางของทรัมป์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากระบบทุนนิยมเสรีไปสู่เศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทครอบงำมากขึ้น โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ”
บิล จอร์จ อดีตซีอีโอของ Medtronic และนักวิชาการจาก Harvard Business School กล่าวว่า “เรากำลังเคลื่อนจากเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีไปสู่ระบบที่รัฐมีบทบาทมากขึ้น… นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอเมริกา ผมไม่เคยเห็นยุคไหนแบบนี้มาก่อน”
ขณะที่ ศาสตราจารย์ชิวาราม ราชโกปาล จาก Columbia Business School มองในแง่บวก โดยเห็นว่าข้อตกลงกับ Intel เป็น “วิธีที่ดี” ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมชิป พร้อมยกตัวอย่างว่า บริษัทอื่น ๆ ก็เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายเอื้อ เช่น Amazon ที่ไม่ต้องเก็บภาษีการขายในหลายรัฐเป็นเวลาหลายปี “นั่นทำให้อเมซอนเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ แล้วทำไมการถือหุ้น 10% ใน Intel ถึงจะเลวร้ายกว่าล่ะ” เขากล่าว
#TheStructure
#TheStructureNews
#ทรัมป์ #Intel #สงครามการค้า