“ทรัมป์ประกาศขึ้นกำแพงภาษีต่อไทย ไม่ใช่การตอบโต้ที่ไทยส่งอุยกูร์ไปให้จีน หรือเชิญมินอ่องหล่ายมากรุงเทพฯ”
สุนัย ผาสุก นักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนจาก (Human Right Watch) โพสต์ X กล่าวถึงการประกาศเก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariff) จากสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ 10% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) จากทุกประเทศ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า
“ทรัมป์ ประกาศขึ้นกำแพงภาษี เหวี่ยงแหกดดันทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่มิตรประเทศสำคัญๆ โดยกำหนดเกณฑ์คำนวณตามใจชอบ … แต่ที่ไทยเจอจัดหนักโดนไป 36% นั้น ไม่ใช่การตอบโต้ที่ไทยส่งอุยกูร์ไปให้จีน หรือเชิญมินอ่องหล่ายมากรุงเทพฯ”
—
สำหรับก่อนหน้านี้ มีนักการเมืองฝ่ายค้าน เช่น รังสิมันต์ โรม, รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน, กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคเป็นธรรม และพรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ออกมาแสดงความกังวลกับการที่ไทยตัดสินใจส่งตัวชาวอุยกูร์ กลับประเทศจีน ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับไทยและสหรัฐได้
ในขณะที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางท่าน และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น Human Rights Watch (ซึ่งรวมถึงตัวสุนัยเองด้วย) และ Amnesty International เองก็แสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้
ส่วนกรณีที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 4 เมษายน 2568 นั้น กันวีร์แสดงความกังวลในประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
ที่มา:
