ยกเลิกคว่ำบาตร เหตุซีเรียหลังยุคอัสซาดจบลงแล้ว ทรัมป์สั่งยกเลิกคว่ำบาตรหลังเปลี่ยนผ่านอำนาจสู่รัฐบาลใหม่ เปิดโอกาสให้ซีเรียได้ฟื้นฟูและก้าวสู่อนาคตใหม่
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศต่อที่ประชุม U.S.-Saudi Investment Forum ในกรุงริยาด เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ว่าสหรัฐฯ จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่อซีเรีย เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศได้ฟื้นตัวและก้าวสู่อนาคตใหม่
“ซีเรียต้องเผชิญสงครามและความสูญเสียมาอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลใหม่มีเป้าหมายสร้างเสถียรภาพและสันติภาพ ซึ่งสหรัฐฯ สนับสนุน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเน้นว่า “รัฐบาลของผมได้เริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี”
ทรัมป์ยังกล่าวถึงมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียว่าเป็น “รุนแรงและกดขี่” ซึ่งขัดขวางการพัฒนาของประเทศและไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป พร้อมประกาศยกเลิกทั้งหมด โดยกล่าวว่า “นี่คือเวลาของซีเรียที่จะเปล่งประกาย” และอวยพรให้ประเทศโชคดีในการสร้างอนาคตใหม่
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีซีเรียเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1979 และได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรในปี 2004 และ 2011 หลังจากรัฐบาลของ บาชาร์ อัสซาด ใช้ความรุนแรงปราบปรามการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้ประเทศเผชิญสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งทางศาสนา และการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง
การล่มสลายของระบอบอัสซาดจากการบุกโจมตีอย่างไม่คาดฝันโดยกลุ่มติดอาวุธต่อต้านอัสซาดในเดือนธันวาคม 2024 สร้างความตกตะลึงให้กับประชาคมโลก และเปิดโอกาสให้ซีเรียเริ่มต้นใหม่หลังจากความสูญเสียมหาศาล
ขณะนี้ ประเทศอยู่ภายใต้การนำของ อาเหม็ด อัล-ชารา อดีตสมาชิกอัลกออิดะห์ ซึ่งระบุว่าตนเองได้ละทิ้งแนวคิดสุดโต่ง และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาลของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ซีเรียยังคงเผชิญมาตรการคว่ำบาตรมากมาย โดยเฉพาะมาตรการของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากครอบคลุมไปถึงบุคคลที่สาม ทำให้หลายประเทศและองค์กรต่างๆ หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมกับซีเรีย
สหประชาชาติและองค์กรช่วยเหลือ เช่น คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ รวมถึงสันนิบาตอาหรับและองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ ต่างเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร หลังจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 2023 ที่เกิดขึ้นในซีเรียและตุรกี
นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว องค์กรด้านมนุษยธรรมมองว่ามาตรการคว่ำบาตรเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการส่งความช่วยเหลือเร่งด่วนไปยังซีเรีย โดยส่งผลให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์และรัฐบาลต่างๆ ดำเนินการได้อย่างจำกัด และยากต่อการให้ความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาวิกฤต
ที่มา: CNBC