กระทบท่องเที่ยว ลูกค้าแห่คืนเงินหลังแผ่นดินไหว แพลตฟอร์มท่องเที่ยวจีนเสนอตัวเลือกการคืนเงินสำหรับโรงแรมและตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไป ไทย เมียนมาร์ และลาว
แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของจีนหลายแห่งเสนอตัวเลือกการยกเลิกและขอคืนเงินสำหรับการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมาร์
Trip.com Group เปิดใช้งานแพลตฟอร์ม SOS เพื่อรวบรวมคำร้องจากผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบ ตัวแทนจากบริษัทให้สัมภาษณ์กับ Global Times เมื่อวันอาทิตย์ (30 มี.ค.) ว่าผู้ใช้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนสามารถเข้าถึงหน้า SOS บน Trip.com Group ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่บริการเฉพาะทางตอบสนองคำขออย่างรวดเร็ว
แพลตฟอร์มจะให้บริการยกเลิกและคืนเงินสำหรับการจองโรงแรมในเมียนมา ไทย ลาว และรุ่ยลี่ ในมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่ทำไว้ก่อนวันที่ 28 มี.ค. ที่มีกำหนดการเข้าพักระหว่างวันที่ 28 มี.ค. – 4 เม.ย. และเสนอตัวเลือกการคืนเงินและเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินแบบบริการตนเองสำหรับตั๋วเครื่องบินที่ตรงตามนโยบายการคืนเงินเต็มจำนวนของสายการบิน
สำหรับเที่ยวบิน ทาง Trip.com Group จะติดตามนโยบายของสายการบินอย่างใกล้ชิดและแจ้งข้อมูลอัปเดต ผู้โดยสารที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนเต็มจำนวนภายใต้เงื่อนไขของสายการบินสามารถใช้แอปเพื่อยกเลิกการจองด้วยตนเองหรือจองใหม่ได้ฟรี
แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอื่นๆ ของจีน เช่น Tongcheng Travel, Fliggy และ Qunar ก็ได้ประกาศแผนการรับประกันที่คล้ายกันสำหรับการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน
สื่อท้องถิ่น Bangkok Post รายงานว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมาอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งถือเป็นผลกระทบล่าสุดต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดจำนวนลงเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง
Bangkok Post รายงานเมื่อวานนี้ (30 มี.ค.) โดยอ้างข้อมูลจากสมาคมโรงแรมไทยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะลดลงถึง 10-15% หรือมากกว่านั้นในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า หลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ (28 มี.ค.) ที่กระทบแหล่งท่องเที่ยวในไทยและสร้างความหวาดกลัวให้กับนักเดินทางที่มีแผนจะเดินทางมา
ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 6.73 ล้านคนในปี 2024 เพิ่มขึ้นถึง 91.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามรายงานของสำนักข่าว Xinhua
ที่มา: Global Times