ไม่ลดขนาด โครงการดิจิทัล วอลเล็ต ‘จุลพันธ์’ ชี้จากสถิติมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิในโครงการของรัฐ ไม่ถึง 90% จึงตั้งงบประมาณไว้สำหรับ 45 ล้านคน
จุลพันธ์ยืนยัน ไม่ลดขนาดโครงการดิจิทัล วอลเล็ต แต่จากสถิติการลงทะเบียนในโครงการภาครัฐในอดีต ไม่เคยมีโครงการใดมีผู้มาใช้สิทธิเกิน 90% จึงตั้งงบประมาณรองรับไว้สำหรับ 45 ล้านคน แต่ถ้ามีผู้มาลงทะเบียนมากกว่า ก็สามารถบริหารจัดการให้มีงบประมาณเพียงพอได้
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช. คลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 4/2567 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงสร้างแหล่งที่มาของเงินใหม่ โดยมีสาเหตุมาจากข้อห่วงใยของหน่วยงานที่ตรวจสอบ
แต่ยืนยันว่าไม่ได้ลดขนาดของโครงการ ยังคงเป็น 50 ล้านคนตามเดิม แต่จากประวัติการดำเนินโครงการภาครัฐในอดีต พบว่าไม่มีโครงการใดที่มีผู้ลงทะเบียนเกินกว่า 90% จึงตั้งงบประมาณไว้ 45 ล้านคน หรือตั้งงบรองรับไว้ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งถ้าหากมีผู้ลงทะเบียนมากกว่า จะใช้กลไกในการบริหารราชการเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอ
โดยกรอบโครงสร้างของแหล่งที่มาของเงินใหม่นั้น ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าจะไม่มีการใช้มาตรา 28 (ตาม พรบ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินโครงการ)
แต่ใช้เงินจากงบประมาณเพิ่มเติม ของงบประมาณประจำปี 25671.22 แสนล้านบาท และงบประมาณในการบริหารจัดการทางการคลังและการบริหารงบประมาณอีก 4.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งในเวลานี้ใกล้จะสิ้นปีงบประมาณแล้ว จึงมีความชัดเจนของตัวเงิน
และจะมีการใช้เงินงบประมาณ 68 จำนวน 1.52 แสนล้านบาท และ และงบประมาณในการบริหารจัดการทางการคลังและการบริหารงบประมาณของปี 68 อีก 1.32 แสนล้านบาท
ยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการงบประมาณ 68 ในกรอบที่ได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ผูกพันไม่ทัน หรืองบประมาณที่ใช้ยังไม่สำเร็จได้ และยืนยันว่าจะสามารถใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
สำหรับการลงทะเบียนนั้นจะมีการชี้แจงรายละเอียดในวันที่ 24 ก.ค. ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการระบบลงทะเบียน มีความคืบหน้าที่น่าพอใจ และจะมีการนำเสนอไทม์ไลน์ของโครงการต่อ ครม. ในสัปดาห์หน้า
ที่ประชุมยังได้มอบให้กระทรวงพาณิชย์สามารถกำหนดสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตามความจำเป็นตามสถานการณ์ แต่ต้องมีการเสนอที่ประชุมอนุกรรมการกำกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตอีกครั้ง
อีกทั้งยังพิจารณาตัดสิทธิ์กลุ่มบุคคลและร้านค้าที่เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการของรัฐในอดีต หรือมีการฟ้องร้องเรียกเงินคืนในอดีต จำนวนหลายหมื่นราย