ต้องขอบคุณลุงตู่เรื่อง พรบ.ป้องกันการอุ้มหาย ‘อนาโย-ThaiArmedForced’ อธิบายข้อดีของกฎหมาย
นายอนาลโย กอสกุล บรรณาธิการเว็บไซต์ ไทยอาร์มฟอร์ซ.คอม สื่อทางทหาร โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2567 กล่าวถึงกรณีที่มีพลทหารถูกลงโทษอย่างหนักในกองทัพ โดยเตือนครูฝึกทหารว่าขณะนี้ พรบ. ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พรบ.อุ้มหาย) ซึ่งถูกประกาศใช้ในรัฐบาลลุงตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีผลบังคับใช้แล้ว
และถ้าครูฝึกทำร้ายร่างกายใครก็ตามจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะต้องขึ้นศาลพลเรือน ไม่ใช่ศาลทหารเหมือนอย่างในอดีต โดยมีข้อความว่า
พูดอีกครั้ง ผมว่าทหารหลายคนยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของ พ.ร.บ.อุ้มหาย นะครับ พ.ร.บ.นี้ต้องขอบคุณรัฐบาลลุงตู่ด้วยที่ออกมา
พ.ร.บ.อุ้มหาย ท่องง่าย ๆ ซ้อมทรมานเจ็บหรือตาย แจ้งได้ไม่ต้องมีหลักฐานก่อน อัยการหรือ DSI เป็นคนสอบสวน ขึ้นศาลพลเรือน ผู้บังคับบัญชาโดนด้วย และโทษจำคุกและปรับรุนแรง
ย้ำ คดี พ.ร.บ.อุ้มหาย ไม่ขึ้นศาลทหารที่ตุลาการก็เป็นทหารเหมือนกัน แต่ไปขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ นะครับ
คดีพลทหารกิตติธรที่ค่ายพญาเม็งราย ครูฝึกไปร้องศาลรัฐธรรมนูญจะล้ม พ.ร.บ. นี้ด้วยการบอกว่าการบังคับให้ทหารไปขึ้นศาลพลเรือนถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่โชคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องด้วยคะแนนเฉียดฉิว 5 ต่อ 4
แปลว่าทหารไม่มีความมั่นใจจริง ๆ ว่าขึ้นศาลพลเรือนแล้วจะรอด แปลว่าเขาสบายใจที่จะขึ้นศาลทหารมากกว่า ไม่รู้ทำไม คงต้องไปคิดกันเอาเอง
ดังนั้นตอนนี้ครูฝึกกำลังถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนครับ และกำลังมีหลายคดีที่ทหารจ่อคิวขึ้นศาลพลเรือน ถูกลงโทษทางวินัย จะขัง จะงดบำเหน็จ งดอะไรก็ไม่เป็นเหตุให้รอด พ.ร.บ. นี้ได้ แถมผู้บังคับบัญชาจะต้องโดนด้วยถ้าพิสูจน์ได้ว่าปล่อยปละละเลย
ดังนั้น เอาเลยครับ ศาลยุติธรรมไม่มีรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน หรือสีเดียวกันโรงเรียนเดียวกันแล้วครับ ทหารคนไหนอยากลองขึ้นศาลพลเรือนก็ลองดูครับ
ส่วนใครที่รู้เบาะแสหรือได้ยินเรื่องราวของการซ้อมทรมาน ไม่ต้องมีหลักฐานชัดเจนขนาดนั้นก็ได้ สามารถมาแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที และเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ใครพบเห็นหรือได้ยินว่ามีการซ้อมทรมานในค่ายทหาร ให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยบอกว่าต้องการแจ้งการกระทำผิดในคดี พ.ร.บ. อุ้มหายนะครับ