“เรื่องปัญหาความขัดแย้งในประเทศเป็นเรื่องภายในของประเทศเมียนมา… ประเทศภายนอกจะไม่สามารถเข้าไปช่วยบีบบังคับ ให้ประเทศเมียนมาเป็นไปในรูปแบบที่ต้องการได้”
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ตั้งกระทู้สด ถามมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว. ต่างประเทศ เกี่ยวกับท่าทีทางการทูตของไทย ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายประเด็น
และระบุว่าเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2567 มาริษได้เชิญเพื่อนบ้านประเทศต่างๆ รวมถึงตัวแทนสภาทหารของเมียนมาเข้าร่วมประชุมที่ประเทศไทย ซึ่งหลังจากวันนั้นได้มีข่าวออกมาว่า เมียนมาจะมีการจัดการเลือกตั้งในปี 2568 โดยจะใช้เวทีที่ รมว. ต่างประเทศจัดขึ้นร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นการรับรองผลของการเลือกตั้งในเมียนมาหรือไม่
“ท่านทราบหรือไม่ว่าเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบมีระบอบประชาธิปไตยมีกระแสว่าอย่างไร มีกระแสว่าจะไม่สามารถยอมรับได้ผลของการเลือกตั้งของประเทศเมียนมา ถ้าเกิดขึ้น
อันนั้นเป็นสถานการณ์ภายในเขาเราไม่ก้าวล่วง คุณจะไปทำอย่างไรก็เรื่องของคุณ แต่เราในสถานะสมาชิกของกลุ่มประเทศประชาธิปไตย ที่ยึดหลักการประชาธิปไตย เราจะยอมรับ (ผลการเลือกตั้งภายในเมียนมา) หรือไม่ ?
ท่านมีจุดยืนทางการทูตอย่างไรต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ท่านต้องแสดงออกมา” กัณวีร์กล่าว พร้อมทั้งย้ำถึงความสำคัญในการแสดงท่าทีของ รมว. ต่างประเทศ และกล่าวว่า “เราจะไปร่วมกับการเปื้อนเลือดอย่างนั้นหรือไม่ ? อย่างไร”
จากนั้น มาริษลุกขึ้นกล่าวว่า ในการประชุมที่กันวีร์กล่าวถึงนั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงนั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงการเลือกตั้งภายในเมียนมาเลย และไม่ได้มีการให้การรับรองผลการเลือกตั้งในเมียนมาแต่อย่างไร แต่เป็นการสร้างการร่วมมือในการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่สงบในประเทศเมียนมา
แต่ทั้งนี้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือให้สถานการณ์ในประเทศเมียนมาคลี่คลายไปในทิศทางที่ถูกต้องและไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด อีกทั้งสถานการณ์ในเมียนมานั้นมีความละเอียดอ่อนที่ซับซ้อน
การดำเนินงานทางการทูตที่ผ่านมา จำเป็นต้องทำอย่างสมดุลในหลากหลายมิติ หลายช่องทาง จะต้องประเมินจังหวะเวลา น้ำหนักที่เหมาะสมในแต่ละนโยบายที่ใช้ซึ่งบางอย่างก็ต้องดำเนินการอย่างเงียบๆ เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
“ส่วนเรื่องปัญหาความขัดแย้งในประเทศเป็นเรื่องภายในของประเทศเมียนมาเอง ซึ่งฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาจะต้องหาทางออกสำหรับอนาคตของประเทศกันเองจึงจะมีความยั่งยืน ประเทศภายนอกจะไม่สามารถเข้าไปช่วยบีบบังคับให้ประเทศเมียนมาเป็นไปในรูปแบบที่ต้องการได้
ดังนั้นประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญและมีความปรารถนาดีจะช่วยหาทางสนับสนุนให้ฝ่ายต่างๆหันหน้ามาพูดคุยกันตามกระบวนการที่ทางอาเซียนได้พูดอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสงบสุขและความปรองดอง มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกครั้ง
และเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญเมื่อประเทศเมียนมามีความสงบสุข ก็จะทำให้เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญต่อประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตามรัฐบาลให้ความสำคัญกับความส่งเสริมการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและชีวิตประชาชน“ มาริษกล่าว