ไทยไม่พร้อม ขึ้นค่าแรง 400 บาท ‘หอการค้าต่างประเทศ’ ชี้แรงงานขาดทักษะพื้นฐาน ซึ่งจะถ่วงรั้ง GDP ของประเทศลงถึง 20%
นางสาววีเบคกา ริสซอน ไวเวอร์กประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) ทำหนังสือถึงนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีเนื้อความดังต่อไปนี้
“เศรษฐกิจยังไม่พร้อมสำหรับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในระดับ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การขึ้นค่าจ้าง และนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ต้องมาพร้อมกับการเพิ่มผลผลิต หรือไม่ก็ จะต้องวางนโยบายเพื่อเพิ่มผลิตภาพให้ได้ตามแผนที่วางเอาไว้ หรือไม่ระบบเศรษฐกิจก็เพียงแค่จ่ายเงินมากขึ้นสำหรับงานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ไม่มีอะไรมากเลย
การเพิ่มผลผลิตในบริษัทเล็ก อาจจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่าบริษัทใหญ่ ความแปรปรวนในระดับภูมิภาคและภาคส่วน ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการนำผลผลิตไปใช้ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยี และการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเป็นตัวแปร
การขาดทักษะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ที่ให้ผลิตภาพต่ำ จากรายงานของธนาคารโลกเดือน ก.พ. 2567 รายงานว่าทักษะของประเทศไทยนั้นยังขาดแคลนทักษะพื้นฐาน ซึ่งถ่วงรั้ง GDP ลงถึง 20% จากรายงานผลการสำรวจเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก ในเดือน ม.ค. 2563 ครอบคลุมถึงเรื่องผลิตภาพ และให้คำแนะนำที่รุนแรงกับประเทศไทย
JFCCT แนะนำถึงผลิตภาพ และมาตรการที่เกี่ยวข้องดังนี้
1 เศรษฐกิจยังไม่พร้อมกับการขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ
2 การจะเพิ่มผลผลิต นโยบายจากส่วนกลางจำเป็นจะต้องให้การศึกษาแก่ภาคธุรกิจ ใช้ทั้งมาตรการการกำกับดูแล และมาตรการภาคบังคับ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการด้านผลิตภาพ
3 เสริมความเข้มแข็งของทักษะ, ขีดความสามารถเชิงเทคนิค และนวัตรกรรม ด้วยการให้การศึกษา และการฝึกอบรม ด้วยการให้ทุนหรือให้เงินอุดหนุน เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยี และกระบวนการใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน
4 การพัฒนาทักษะแรงงาน จะต้องผสมผสานระหว่างทักษะ และการฝึกอบรมในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติได้อย่างเสรี เพื่อให้แรงงานต่างชาติเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะของแรงงาน รวมไปถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ การปรับปรุงใบอนุญาตการทำงาน และวีซ่า และการแก้ไขใบอนุญาตอยู่อาศัยในระยะยาว (LTR) เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ
5 เศรษฐกิจของแต่ละภาคส่วนที่แตกต่างกัน ต้องได้รับการดูแลที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภาคการเกษตร, ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยวและการบริการ