ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มพุ่งหลังอินโดนีเซียห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มขณะที่อินเดียนำเข้าน้ำมันจากไทยแทน
การส่งออกน้ำมันปาล์มไทยไปอินเดียเพิ่มขึ้นกว่า 15% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565/66
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม ส่งผลให้ทั่วโลกขาดแคลนน้ำมันสำหรับบริโภค โดยความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งจนถึงตอนนี้เป็นได้เพียงซัพพลายเออร์น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) รายย่อยของอินเดีย
คำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันปาล์มดิบรายสำคัญของอินเดีย นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อินเดียเพิ่มการนำเข้าจากไทย ก็คือการที่รัฐบาลไทยไม่เรียกเก็บอากรขาออกสำหรับการส่งออกน้ำมันปาล์มซึ่งแตกต่างจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย
แม้ว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ให้กับอินเดีย แต่สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันปาล์มไทยของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 11.65% ในปี 2564/65 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 จาก 1.37% ในปี 2562/63 และเพิ่มขึ้นถึง 15.24% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565/66
นายสุธาการ์ เดไซ ประธานสมาคมผู้ผลิตน้ำมันพืชแห่งอินเดีย (IVPA) กล่าวกับ Businessline ว่าประเทศไทยได้ช่วยตอบสนองความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มของอินเดีย ในช่วงที่อินโดนีเซียระงับการส่งออกน้ำมันปาล์ม
อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตของไทยก็ยังเทียบไม่ติดหากเทียบกับกำลังการผลิตของอินโดนีเซียหรือมาเลเซียที่เป็นผู้ผลิตอันดับ 1 และ 2 ของโลกในปัจจุบัน
นายเดไซ ยังกล่าวด้วยว่า แม้ว่าการผลิตน้ำมันปาล์มในไทยจะยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ประเทศไทยจะยังคงเป็นผู้ผลิตปาล์มอันดับ 3 ของโลกต่อไป พร้อมเสริมว่าเป็นการดีที่อินเดียจะลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันปาล์มดิบจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย
กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่อันดับ 3 ในปี 2565/66 ด้วยปริมาณการส่งออกที่ประมาณ 900,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 2 ของการค้าน้ำมันปาล์มทั่วโลก
ดร. บีวี เมธา ผู้บริหารสมาคมโรงสกัดน้ำมันพืชแห่งอินเดีย (SEA) เน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบด้านลอจิสติกส์ของไทย โดยกล่าวว่าการเดินทางจากภูเก็ตไปยังท่าเรือทางตอนใต้ของอินเดียใช้เวลาเพียง 4-5 วัน ในขณะที่การขนส่งจากอินโดนีเซียและมาเลเซียใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีการเก็บภาษีส่งออกน้ำมันปาล์ม เหมือนอย่างที่อินโดนีเซียเรียกเก็บ แต่ด้วยผลผลิตต่อปีที่ค่อนข้างจำกัดที่ประมาณ 3.5 ตัน โดยในจำนวนนี้ เก็บไว้บริโภคเองภายในประเทศประมาณ 1.3 ตัน และใช้สำหรับการผสมไบโอดีเซลประมาณ 1.2 ตัน ด้วยเหตุนี้ จึงเหลือเพียงแค่ราว 1 ล้านตันสำหรับการส่งออก