ชาตินิยมแบบไทย ๆ เปิดกว้าง อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ เข้าใจพัฒนาการของแนวคิดชาตินิยม ที่ถูกฝังอยู่ใน DNA ของมนุษย์ทุกคน
ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชาระลอกใหม่ ส่งผลให้เกิดกระแสการตื่นตัวของแนวคิดชาตินิยม ของคนไทย ที่ก้าวข้ามการแบ่งแยกสีทางการเมืองของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเชียร์สีอะไร แต่มาตอนนี้เกือบทุกคนสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน
ในขณะที่กลุ่มเห็นต่าง ที่ออกมาขัดขวางแนวคิดชาตินิยมนั้น คือกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ (Globalization – Liberalism) และแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก ที่ต้องการให้สังคมละทิ้งความภักดีต่อชาติ แต่หันมาภักดีต่อมวลมนุษยชาติแทน
และคือกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดอนาธิปไตย (Anarchism) ที่ไม่ต้องการให้มีรัฐ และการควบคุมโดยรัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้นั้น เห็นว่าแนวคิดชาตินิยม คือเครื่องมือของรัฐในการเข้าควบคุมมวลชน
ถึงแม้ว่าจะมีเสียงต่อต้านแนวคิดชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้นมา แต่กระแสชาตินิยมในเวลานี้ ก็ยังคงเป็นกระแสหลัก จนทำให้แม้แต่คุณเท้ง – ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยังออกมาแสดงความชื่นชมการทำงานของกองทัพ จนทำให้กลุ่มผู้ต่อต้านแนวคิดชาตินิยม ซึ่งมักจะให้การสนับสนุนพรรคประชาชนมาตลอด ออกมาวิจารณ์คุณณัฐพงษ์
ชาตินิยมคืออะไร ?
ถึงแม้ว่าชาตินิยม จะเพิ่งถูกสมมติขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา แต่โดยปรมัตถ์ หรือโดยสภาวะแห่งความเป็นไปของสังคมมนุษย์นั้น ความเป็นชาตินิยมเกิดขึ้นมาตั้งแต่ที่มนุษย์รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของธรรมชาติยุคโบราณแล้ว
ความร่วมมือระหว่างกัน ก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ของความเป็นพวกพ้อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาวะที่เป็น “ปรมัตถ์ของชาตินิยม” ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาสังคมในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาด้านการค้าระหว่างกัน
จึงอาจกล่าวได้ว่า ชาตินิยมนั้น ถูกปลูกฝังอยู่ใน DNA ของมนุษย์ทุก ๆ คน
ชาตินิยมแบบไทย ๆ
โดยประวัติศาสตร์ของประเทศไทยแล้ว ในสมัยอยุธยา เราเคยเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน เราค้าขายกับชาติต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก และยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาพัฒนาต่อจนกลายมาเป็นแบบฉบับของเราเอง
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของอาณาจักรอยุธยา เมืองอยุธยาเคยมีประชากรทั้งไทยและต่างชาติอยู่อาศัยมากกว่า 1 ล้านคน จนถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเป็นสากลนิยม (Cosmopolitan) ยุคโบราณเมืองหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายรัชสมัย ฯ การที่ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักไทยผ่านพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) มากจนเกินไป กลับจุดกระแสชาตินิยมไทย จนกลายเป็นที่มาของเหตุการณ์ “การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231”
โดยพระเพทราชาทรงยึดพระราชอำนาจของสมเด็จพระนารายณ์ และกำจัดอิทธิพลของชาติตะวันตกออกไปจากแผ่นดินไทย เพื่อการรักษาอธิปไตยของคนไทยเอาไว้ แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและตะวันตกแย่งลง
จนกระทั่งเข้าสู่รัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 2-3 ที่เริ่มมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตกอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงเวลานี้ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ทรงศึกษาวิทยาการของชาติตะวันตกจนแตกฉานมาตั้งแต่ก่อนที่จะทรงขึ้นครองราชย์
ในขณะที่เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงพระองค์ที่ 2 ของรัชกาลที่ 4) ก็ทรงศึกษาวิทยาการของตะวันตก จนทรงสามารถต่อเรือกลไฟลำแรกของไทยได้ด้วยพระองค์เอง และทรงนำเรือรบของไทยไปอวดสายตานานาชาติว่าไทยเองก็มีความสามารถในการต่อเรือรบได้เอง
ทั้งหมดนี้ คือความพยายามในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ที่เริ่มผลิดอกออกผลในรัชกาลที่ 5 ที่ประเทศไทยสามารถอวดความมีอารยะอย่างไทย ให้ชาวตะวันตกยอมรับ และชื่นชมได้อย่างสง่างาม
สำหรับในหมู่พวกเราคนไทยนั้น คนไทยเป็นชนชาติที่มีจิตใจเปิดกว้าง พร้อมที่จะรับเอาสิ่งที่ดี ๆ ของผู้อื่นมาพัฒนาต่อยอดมาช้านานแล้ว ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในอาหารไทย ที่บางเมนูมีที่มาจากต่างชาติ แต่คนไทยนำมาพัฒนาต่อจนต้นตำรับยังยกย่อง ชื่นชมในความอร่อย
นอกจากนี้ คนไทยเรามีจิตใจดีงาม พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ อย่างในวิกฤตโควิด-19 ที่มีชาวต่างชาติหลายคนติดค้างในเมืองไทย ไม่สามารถที่จะกลับประเทศตัวเองได้ และไม่มีเงิน ชาวต่างชาติเหล่านี้ ได้รับความช่วยเหลือจากคนไทย ที่แบ่งปันอาหารให้พวกเขาได้กินยังชีพ อีกทั้งยังได้รับการจัดสรรพื้นที่ในวัด ให้พักอาศัย โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนาเลยแม้แต่น้อย
คนไทยเราทั้งเปิดกว้างและอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะมาหยามย่ำยีเราก็ได้ ใครดีกับเรา เราดีตอบ แต่หากใครหยามเรา ย่ำยีเรา พวกเขาจะได้รู้ว่า “แต่ถึงรบไม่ขลาด” ของคนไทยนั้น ดุดันและแสบทรวงอย่างไร