“ท่าอวกาศยานไทย” ก้าวใหม่ของประเทศไทย ฝันหรือความจริง?
“ถ้าวันหนึ่งมีจรวดถูกปล่อยขึ้นจากประเทศไทย คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
อีกไม่กี่ปี ประเทศไทยอาจมี “ท่าอวกาศยาน (Spaceport)” สำหรับปล่อยจรวดสู่อวกาศ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของ NASA หรือ SpaceX มากกว่าจะเป็นประเทศไทย
แนวคิดนี้กำลังถูกพูดถึงอย่างจริงจัง หลังมีการนำเสนอผลการศึกษา “A Study on the Conceptual Development of Spaceport Thailand” พร้อมชูแนวคิด “ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ” และมองว่าไทยมีโอกาสเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศที่ทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาลในอนาคตอันใกล้ [1]
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของอนาคต แต่ความจริงแล้ว หลายประเทศในเอเชียกำลังแข่งขันกันวางตำแหน่งในอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่วันนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะสร้างท่าอวกาศยานได้หรือไม่” แต่คือ “ถ้าสร้างได้ เราพร้อมจริงหรือ”
- คนไทยจะได้อะไร จากท่าอวกาศยานไทย
นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนต้องการคำตอบมากที่สุด เพราะเมื่อพูดถึง “ท่าอวกาศยาน” หลายคนอาจนึกถึงภาพจรวดหรือดาวเทียมที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบของท่าอวกาศยานอาจเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในหลายมิติ แต่ประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการมีนโยบายที่ชัดเจน กฎหมายที่รองรับ การลงทุนในบุคลากร และการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศควบคู่กัน ไม่ใช่เพียงการมี “ท่าอวกาศยาน” เพียงอย่างเดียว
- ท่าอวกาศยาน ไม่ใช่แค่เรื่องของจรวด
จากผลการศึกษา A Study on the Conceptual Development of Spaceport Thailand ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA แนวคิดการพัฒนาท่าอวกาศยานไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างสถานที่ปล่อยจรวด แต่เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับกิจกรรมด้านอวกาศในระยะยาว ทั้งด้านการวิจัย การทดสอบเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง [2]
อย่างไรก็ตาม การมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะประสบความสำเร็จ
หลายประเทศใช้เวลาหลายปีในการเตรียมระบบกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย ความเข้าใจของประชาชน และกลไกกำกับดูแล ก่อนเปิดให้มีการดำเนินกิจกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการพูดถึง
“ท่าอวกาศยาน” จึงไม่ควรพูดเฉพาะเรื่องวิศวกรรม แต่ควรพูดถึง “ความพร้อมของกฎหมาย” ไปพร้อมกัน
- ในมุมกฎหมาย ประเทศไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง
เมื่อพูดถึงกฎหมายหลายคนให้สำคัญในเรื่องนี้น้อยที่สุด เพราะเป็นเรื่องน่าเบื่อและดูไกลตัว แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การปล่อยจรวดหรือดาวเทียมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานที่ดำเนินการ แต่เป็นเรื่องที่รัฐต้องรับผิดชอบด้วย ตาม ข้อ 6 สนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก รวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ค.ศ. 1967 (Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space, including the Moon and Other Celestial Bodies หรือ “Outer Space Treaty”)
รัฐมีหน้าที่กำกับดูแลกิจกรรมอวกาศของทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และต้องรับผิดชอบต่อกิจกรรมดังกล่าวในทางระหว่างประเทศ หากก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอื่นหรือวัตถุอวกาศของรัฐอื่น ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตาม [3]
นอกจากนี้ ยังมีอนุสัญญาว่าด้วยความรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศ ค.ศ. 1972 (Convention on International Liability for Damages Caused by Space Objects) ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดของรัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศ หากเกิดอุบัติเหตุหรือสร้างความเสียหายไว้อีกด้วย ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้ ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคี [4] แต่อนาคตอันใกล้ประเทศไทยมีการวางแผนไว้ว่าอาจเข้าร่วมเป็นภาคีหรือสมาชิก
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายภายในที่ครอบคลุมในเรื่อง “ท่าอวกาศยาน” มีเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังพยายามผลัดกัน ร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ พ.ศ . ….
เป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของประเทศไทยในการกำกับดูแล ส่งเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศ รวมถึงการควบคุมกิจกรรมเกี่ยวกับดาวเทียมและท่าอวกาศยาน [5]
หากวันหนึ่งประเทศไทยมีท่าอวกาศยานจริง คำถามสำคัญจะไม่ใช่เพียงว่า “จรวดหรือวัตถุอวกาศจะปล่อยจากที่ไหน” แต่รวมถึง
– ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับเพียงพอแล้วหรือยัง?
– ใครเป็นผู้อนุญาตให้ปล่อย?
– ใครกำกับดูแลผู้ประกอบการ?
– หากเกิดอุบัติเหตุ ใครต้องรับผิด?
คำถามเหล่านี้ เป็นเหตุผลที่หลายประเทศเลือกพัฒนากฎหมายควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่รอให้มีท่าอวกาศยานก่อนแล้วจึงค่อยออกกฎหมาย
- จุดแข็งและข้อได้เปรียบของประเทศไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยของเราก็พอจะมีจุดแข็งและข้อได้เปรียบ ดังนี้
- ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เหมาะสม ประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและมีชายฝั่งทะเลยาว ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการปล่อยจรวดและช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ในละติจูดสูง
- มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศเริ่มต้นแล้ว เช่น ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียม ระบบบริหารจัดการจราจรอวกาศ และการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมอวกาศ
- มีความได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมเดิม ไทยมีฐานการผลิตด้านอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอากาศยาน ซึ่งสามารถต่อยอดเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอวกาศได้
- มีศักยภาพดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน หากมีกฎหมายและนโยบายที่ชัดเจน ท่าอวกาศยานอาจเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุน การวิจัย และธุรกิจอวกาศรูปแบบใหม่
- เป็นโอกาสในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ ทั้งด้านวิศวกรรม กฎหมายอวกาศ วิทยาศาสตร์ข้อมูล และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจแห่งอนาคต [6]
- ข้อจำกัดและความท้าทายที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญ
นอกจากจุดแข็งและข้อได้เปรียบ ประเทศไทยก็มีข้อจำกัดและความท้าทายอยู่ไม่น้อย ดังนี้
- ยังไม่มีกฎหมายกิจการอวกาศที่มีผลใช้บังคับ แม้จะมีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ แต่กรอบกฎหมายยังไม่สมบูรณ์เพียงพอสำหรับรองรับการดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
- อุตสาหกรรมจรวดของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไทยยังไม่มีขีดความสามารถในการพัฒนาจรวดนำส่งสู่วงโคจรด้วยตนเอง ต่างจากหลายประเทศที่มีระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร
- การลงทุนมีต้นทุนสูงและใช้เวลาคืนทุนยาว ท่าอวกาศยานเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และตลาดรองรับในระยะยาว
- การแข่งขันในภูมิภาครุนแรงขึ้น หลายประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ต่างเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศและดึงดูดผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน
- ต้องสร้างบุคลากรและระบบนิเวศควบคู่กัน การมีท่าอวกาศยานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดนักวิจัย วิศวกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศ ก็อาจไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ตามที่คาดหวัง
- ก้าวใหม่ของประเทศไทย ฝันหรือความจริง?
สุดท้ายนี้ ท่าอวกาศยานไทยที่มีทั้งคนที่เห็นและไม่เห็นด้วย จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “สร้างได้หรือไม่” แต่คือ “สร้างแล้วจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร” ประสบการณ์ของหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของอุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้เกิดจากการมีฐานปล่อยจรวดเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างกฎหมาย นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการลงทุนจากภาคเอกชนไปพร้อมกัน สำหรับประเทศไทย ท่าอวกาศยานอาจเป็น “โอกาส” ในการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศใหม่ แต่จะกลายเป็น โอกาสที่จับต้องได้ หรือ เพียงความฝัน ย่อมขึ้นอยู่กับการวางนโยบายและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
—–
บทความโดย
– ภัทรนรินทร์ อินโต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
– ชนัฐวัฒน์ ศิริเอี้ยวพิกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
อ้างอิง
[1] พรรคเพื่อไทย, ข่าว “เปิดพิมพ์เขียวชิงเค้กเศรษฐกิจอวกาศโลก 36 ล้านล้าน” และการนำเสนอแนวคิด Spaceport Thailand for Peace
[2] รายงานและการสื่อสารของ GISTDA เกี่ยวกับแนวคิด Spaceport Thailand และการศึกษาความเป็นไปได้ของท่าอวกาศยานในประเทศไทย รวมถึงการอธิบายบทบาทของ Spaceport ในอุตสาหกรรมอวกาศ
[3] Article VI, Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space, including the Moon and Other Celestial Bodie 1967
[4] Convention on International Liability for Damages Caused by Space Objects 1972
[5] คณะรัฐมนตรี, ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. (เสนอโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
[6] สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA), A Study on the Conceptual Development of Spaceport Thailand; ดูเพิ่มเติม Thai PBS NOW, คนไทยจะได้อะไรจากท่าอวกาศยานไทย, ไทยพีบีเอส
#TheStructure
#TheStructureNews
#ท่าอวกาศยาน #ภัทรนรินทร์อินโต #ชนัฐวัฒน์ศิริเอี้ยวพิกูล