ปัตตานี ไม่ใช่ดินแดนสงคราม ผู้ก่อการร้ายบิดเบือนคำสอนของอิสลามทำร้ายผู้คน และอ้างประวัติศาสตร์ตกยุคสมัยจอมพล ป.
สายัณห์ สุขจันทร์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ โพสต์ภาพที่มีข้อความจากหนังสือจุฬาราชมนตรี ที่ลงนามโดย อาศิล พิทักษ์คุมพล อดีตจุฬาราชมนตรี ที่มีข้อความว่า
“ประเทศไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และเผยแผ่ศาสนา อันเป็นปกติ ดังนั้นถือเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ (ดารุสลาม) และไม่ใช่ดินแดนให้สงคราม (ดารุ้ลฮัรบี)
ชนต่างศาสนิก ถือเป็นมิตร และต้องปฎิบัติกับพวกเขาอย่างสันติ ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า มิได้ทรงห้ามอิสลามิกบริษัท ในการปฎิบัติดีตอบและดำรงความยุติธรรมด้วย”
โพสต์ข้อความกล่าวถึงการก่อเหตุของผู้ก่อการร้ายในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาสที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ โดยระบุว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกที่บิดเบือนคำสอนอิสลาม และอ้างประวัติศาสตร์จากยุคสมัยจอมพล ป. ที่ในสมัยนั้น รัฐไม่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่รัฐในปัจจุบันยอมรับและส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมแล้ว โดยมีข้อความว่า
“ #ปัตตานี ไม่ใช่ ดินเเดนสงคราม (ดารุลฮันบี)
ใครฆ่าผู้บริสุทธิ์ ใครทำลายทรัพย์สิน ในช่วงรอมาฎอน ยิ่งตอกย้ำว่า เป็นการกระทำของ พวก ซาตาน อิบลิส ไม่ใช่เเนวทางของผู้ศรัทธา
รอมาฎอน เป็นเดือนเเห่งความสงบสันติ อย่ามาอ้าง ญีฮาด เเบบผิดๆ ให้มุสลิมไทยคนอื่นๆเเละอิสลามเสียหาย ไปด้วย
บาบอ หรือ จูเเว ที่โดนหลอกคนไหน ที่อ้างว่า 3 จังหวัด คือดารุ้ลฮัรบี นั้น จงรู้ไว้เถิดว่า พวกเขา กำลังบิดเบือนคำสอนอิสลาม เพื่อเเนวทางสุดโต่งของพวกเขา ซึ่งเบื้องหลัง คือการ ตอบสนองนโยบายของ ยาฮูด โดยมี รอฟีเฏาะ คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
ฉนั่น เเนวทางของ พวก BRN หรือจูเเว กลุ่มใดก็ตามเเต่ ที่สอนให้ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่เเนวทางอิสลาม เเละพวกเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร กันกับอิสลาม
เพราะพวกเขา สู้ เพื่อชาติพันธุ์ มาลายู ซึ่งเป็นแนวทางของไซตอน ที่เรียกร้องให้คลั่งไคล้ชาติพันธุ์
ไม่ใช่การต่อสู้เพื่ออิสลามเพราะแนวทางของอิสลามนั้นย่อมไม่สังหารผู้บริสุทธิ์ และอยู่ในกรอบของกติกาการทำสงครามที่ไม่เป็นผู้บ่อนทำลายอย่างเช่นที่ปรากฏอยู่
คำถามหรือข้อเเลกเปลี่ยนที่อยากรู้ข้อมูลจริงๆ หรือเป็นการเเสวงหาสัจธรร ผมยินดีอธิบายนะ เเต่ถ้ามาเเบบเม้นท์เกรียนด่าไร้สติเเบบ ติ่งจูเเว ไร้สมองนี้ ผมไม่เสียเวลา คุยด้วย
คำถามนี้
เขาหยิบยก เหตุการณ์ สถานการณ์ ในยุคแรก 70 กว่าปีที่ผ่านมาขึ้นไป ก็คือในยุคที่ประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบเผด็จการอย่างยุคสมัยของจอมพลปพิบูลสงคราม ที่มีการอุ้มฆ่า ฮัจยี สุหลง อยู่ต่อมาในยุคของนายควง อภัยวงศ์ หรือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัช
โดยเฉพาะในยุคของจอมพลปพิบูลสงครามนั้น
อันนี้ก็ต้องยอมรับว่ายุคนั้นรัฐบาล ไปใต้การนำของเผด็จการอยากจองคุณพ่อพิบูลสงครามและอยู่ฝ่ายมหาอำนาจญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยแล้ว
ถือได้ว่าเป็นยุคที่ประชาชนในประเทศไทยถูกปลดกี่คนเองอย่างรุนแรง รอรัฐบาลจอมพลปพิบูลสงครามเป็นรัฐบาลเผด็จการแบบเดียวกับ ฮิตเลอร์ ชาตินิยมสุดโต่ง ที่ไม่ยอมรับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมความเชื่อของศาสนาอื่นวัฒนธรรมอื่นที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย
แม้กระทั้งคนจีนเองก็ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงในยุคนั้น และแน่นอนมุสลิมเองก็ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงเช่นกัน และเป็นช่วงที่ บังเกิดผู้รู้ที่ทรงคุณค่าท่านหนึ่งกองดินแดนปัตตานีในยุคนั้น ก็คือ ฮัจยี สุหลง (เรื่องราวของฮีจยี สุหลง วันหลังผมจะมาลงรายละเอียดอีกทีนึง)
เครื่องเดิมทีฮัจยี สุหลง คือ อูลามาฮ คนหนึ่ง ที่ต้องการกลับมาฟื้นฟูอิสลามในดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในยุคนั้น เพราะในยุคนั้นคนในต่างจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง อยู่กีบเรื่อง งม งายเรื่องชีวิต อยู่กับพิธีกรรมเรื่องพวก ภูตผีเจ้าที่เจ้าทางเยอะ จึงต้องการกลับมาปฏิรูปสังคมมุสลิมให้กลับไปหาอิสลามที่บริสุทธิ์ให้มากขึ้น
จึงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทางด้านศาสนาของพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านก็ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีด้วย
ซึ่งระวังนั้นมีเรื่องราวรายละเอียดมากมายที่ผมไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมดในบทความนี้ ครั้งต่อไปจะนำเสนออย่างละเอียดอีกที
คดีสู่หลงเห็นว่าประชาชนในพื้นที่โดนกดขี่ข่มเหงทางด้านศาสนาจากภาครัฐยังไม่เป็นธรรม
จึงได้มีการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าตอนนั้นฮัจญี สุหลง ไม่ได้มีคำกำลังและไม่ได้มีกระบวนการเหมือน brn ในปัจจุบัน ท่านใช้วิธีการ เยี่ยง อารยชน ที่เจริญแล้วก็ทำการก็คือใช้สันติวิธีในการยื่นข้อเสนออย่างตรงไปตรงมากับภาครัฐ เพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับพี่น้องมุสลิมมลายูในพื้นที่
แต่ด้วยกับรัฐบาลนายกนั้นเป็นรัฐบาลเผด็จการจึงมีการอุ้มฆ่าท่านในที่สุด
ซึ่งถามว่าแม้กระทั่งผมเองคือใครก็ตามแต่ถ้าอยู่ในยุคนั้นก็คงทนไม่ไหวกับการกดขี่ข่มเหงของรัฐบาลจอมพลปพิบูลสงคราม ไม่ต้องเอาคนอื่น ตัวผมเองนี่แหละถ้าผมเป็นคนมาเลอยู่ที่อยู่ในยุคนั้นได้เจอบริบทแบบนั้นผมก็ตอบตัวเองได้เลยว่าต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้แน่นอน
เฉกเช่นเดียวกับขบวนการเสรีไทย ที่มีการตั้งกองกำลังและตั้งเป็นขบวนการในการต่อต้านอำนาจรัฐซึ่งก็มีการใช้ความรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะรัฐบาลเผด็จการไม่สามารถที่จะพูดคุยเรียกร้องสิทธิใดๆได้
อันนี้ผมว่าไม่ใช่เฉพาะมุสลิม มาลายู คนที่ไม่ใช่มุสลิมถ้าพูดถึงยุคนั้นเขาก็จะเข้าใจเหตุผลในการต่อสู้ทันทีว่ามันชอบทำอยู่ ว่าด้วยฮุกมศาสนา หรือสิทธิตามมาตรฐานสากลทั่วไป
แต่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในบริบทปัจจุบันนั้น มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ไม่เหลือเขาเลยในเรื่องการกีดกันทางศาสนาในเชิงนโยบายหลงเหลืออยู่อีก
กล่าวคือตั้งแต่กฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา 31 บัญญัติไว้ชัดเจนในการให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามศาสนบัญญัติของตนได้อย่างเสมอภาคเสรีภาพ
และมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของชุมชนพลเมือง ที่ให้สิทธิแก่ประชาชนไว้อย่างเสมอภาคไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนาอีกต่อไป
อีกทั้งในรัฐบาลก็ยังมีโครงสร้างการปกครองที่เอื้ออำนวยให้สิทธิแก้มุสลิมและทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน แถมในโครงสร้างของรัฐบาลตลอดเรื่อยมานั้นมักจะมีมุสลิมมลายูเองเข้าไปมีบทบาทที่สำคัญหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน
เช่นในยุคอดีตกลุ่มวาดะฮไม่ว่าจะเป็นท่านเด่น โต๊ะมีนา ก็เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล และต่อมาในยุครัฐบาลทักษิณตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กลุ่มวาดะฮ ก็ได้รับตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประธานรัฐสภา คือ วันมูฮัมหมัด นอร์มะทา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อารีเพ็ญ อุตรดิตถ์ และยังมีมุสลิมคนอื่นๆที่มีความสำคัญในโครงสร้างของรัฐบาลนายตัวหลายครั้ง
และปัจจุบันเองผู้ที่นั่งเป็นประมุขสูงสุดของฝ่ายสภาก็เป็นมุสลิมมลายูอีกเช่นกัน
แถมยังมีการตั้งพรรคการเมืองที่ออกตัวว่าเป็นพรรคการเมืองของพี่น้องมุสลิมมลายูด้วยซ้ำไป
ที่สำคัญพระมหากษัตริย์ของไทย ยังได้ให้ความสำคัญแก่มุสลิมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นพระราชกรณียกิจ ที่ได้เข้ามาดูแลทุกข์สุขของพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างดี ถึงขนาดมีการให้ มีการแปลอัลกุรอานฉบับภาษาไทยแจกจ่ายให้กับพี่น้องมุสลิมเพื่อได้เรียนรู้เข้าใจศาสนาของตนเองมากขึ้น
ยังมีการสร้างมัสยิดด้วยเงินของส่วนพระองค์จำนวนหลายหลังด้วยกัน
และในช่วงการจัด งานกิจกรรมของพี่น้องมุสลิมพระองค์ก็ทรงให้เกียรติมาร่วมงานทุกปี ทั้งที่ปัตตานี 3 จังหวัดชายแดนใต้และที่กรุงเทพฯ
ฉะนั้นด้วยบริบทและสภาพการณ์ปัจจุบัน จึงไม่มีเหตุผลไม่ว่าจะเป็นทางด้านหลักการศาสนา หรือมาตรฐานทางสากลทั่วไป
ที่จะเรียกร้องให้ต่อสู้ด้วยการใช้กำลังหรือความรุนแรงอีกต่อไป
ซึ่งเรื่องนี้
สอิหม่ามอิบนุก๊อยยิมเคย ฟัตวาว่า
การฟัตวา จะเปลี่ยนไปตามบริบท,สถานการณ์,เวลา
เพราะฉะนั้นการอ้างว่ารัฐไทยเป็นดารุ้ลฮัรบีย์จึงอ้างไม่ขึ้นครับ เพราะบริบทปัจจุบันเปลี่ยนแล้วไม่เหมือนยุคชัยคดาวูด ฟาฏอนี และเรื่องฟัตวาเปลี่ยนตามบริบทเป็นที่เห็นตรงกันในอุลามาอในทุกมัสฮับครับ ชาฟิอีย์ด้วย.
สรุป คือ บริบทในอดีต ไม่ว่า ในยุค เชคดาสุดฟาฏอนี ยุคฮัจญี สุหลง นั้น มันเป็นอีกบริบทเพลงสถานการณ์ที่จะต้องว่ากันไปตามบริบทและสาธารณสถานในตรงนั้นในยุคนั้น
แต่ที่เรากำลังเรียกร้องให้กลับสู่หาความถูกต้องในรูปแบบอิสลาม ว่าการใช้ความรุนแรงการสอนให้ หลังเลือด ผู้บริสุทธิ์ ในยุคปัจจุบันนั้นมันขัดต่อหลักการศาสนาอย่างร้ายแรง
เพราะปัจจุบันเป็นสังคมมุสลิมที่อยู่ภายใต้การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย
ที่ไม่ได้มีการกดขี่ข่มเหงหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางด้านศาสนาอีกต่อไป
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยบางคนที่ยังมีพฤติกรรมรังแกมุสลิมอยู่นั้นก็ว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมายบ้านเมืองซึ่งยังมีช่องทางในเครื่องมือให้มุสลิมสามารถต่อสู้ตามกติกาบ้านเมืองได้อยู่
จึงไม่อนุญาตให้ใช้กำลังและความรุนแรงอีกต่อไป
ถ้าเราเอาประวัติศาสตร์มารื้อฟื้นเพื่อที่จะอ้างความชอบธรรมในการต่อสู้กันแล้วก็ แน่นอนทั้งโลกใบนี้ย่อมมีความสุขแล้ว เพราะแต่ละดินแดนย่อมมีการผลัดเปลี่ยนในการปกครองที่สนับหมุนเวียนกันไปตามยุคตามสมัย
ลองใช้เหตุผลและกลับไปหาแนวทางอิสลามที่เที่ยงตรงดูครับแล้วท่านจะไม่หลงทางกับการอ้างเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาหลอกให้มาตายแทนใคร”