การอ้างสิทธิไหล่ทวีป ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบเสียก่อน ‘มาริษ’ ยัน ‘MOU 2544’ ไม่ได้เป็นการยอมรับ เส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชา
มาริษยืนยัน การเจรจาอ้างสิทธิพื้นที่ในไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน อีกทั้ง MOU 2455 ไม่ได้เป็นการยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชา และไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะเกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย 100% และจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว. ต่างประเทศกล่าวว่า การเจรจาอ้างสิทธิพื้นที่ในไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชานั้น จะยุติลงได้ด้วยการลงมติเห็นชอบจากรัฐสภาของทั้ง 2 ฝ่าย และประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ
โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ว่าเห็นชอบต่อการเจรจาหรือไม่ อีกทั้งข้อตกลงจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเจรจาเอื้อผลประโยชน์ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งได้ตามที่มีการกล่าวอ้างกัน
ส่วนการใช้ประโยชน์เหนือแหล่งปิโตรเลียมนั้น ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ได้ข้อยุติจากการเจรจา ที่มีผลการเจรจาเป็นที่ยอมรับได้โดยประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่ง MOU44 กำหนดให้มีการเจรจา 2 เรื่องทั้ง “เขตทางทะเล” และ “การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน” ไปพร้อมกัน โดยไม่อาจแบ่งแยกได้
และหากการเจรจาในครั้งนี้สำเร็จ ประเทศชาติและประชาชนก็จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด จากการมีเขตทางทะเลที่ชัดเจนกับประเทศเพื่อนบ้าน และได้ใช้พลังงานที่มีราคาถูกลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
นายมาริษยืนยันว่า การเจรจา MOU 2544 ไม่ได้เป็นการยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชา และไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะเกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย 100% และจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
เนื่องจากสาระสำคัญ คือการตกลงร่วมกันเพื่อที่จะเจรจาแผนผังแนบท้ายเป็นเพียง “ภาพประกอบของพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปของแต่ละประเทศ” ซึ่งเส้นอ้างสิทธิในข้อตกลงนี้ ไม่ใช่เส้นเขตทางทะเลอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจผิดกัน
และการมีอยู่ของ MOU 2544 นั้นมีผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีพันธกรณีต่อกันในการเจรจา ทั้งในเรื่อง “เขตทางทะเล” และ “พื้นที่พัฒนาร่วม” ไปพร้อม ๆ กัน
ส่วนกรณีที่รัฐบาลในปี 2552 ได้เคยมีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการยกเลิก MOU 2544 นั้น ได้มีการศึกษา และรับฟังความคิดเห็น จากคณะที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศ ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง และด้านกฎหมาย จนได้ข้อสรุป
ก่อนที่จะมีการเสนอเป็นมติคณะรัฐมนตรีในปี 2557 ว่า การคง MOU44 ไว้ เป็นผลดีมากกว่าเสีย และที่สำคัญการมีเขตทางทะเลที่ชัดเจน จะนำไปสู่การเจรจาการใช้ประโยชน์เหนือแหล่งปิโตรเลียมได้อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน
“ขอให้เชื่อมั่นว่าการเจรจาจะคำนึงถึงอธิปไตยและผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้งยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศ จะทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพสูงสุด” นายมาริษ กล่าว