ควรมีการถอดบทเรียน กรณีตากใบอย่างเป็นระบบ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ยกแนวทางการดำเนินการของสหรัฐ ใน “การสังหารหมู่ที่ Kent State” มาเปรียบเทียบ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวถึงกรณีตากใบ ที่กำลังจะหมดอายุความเร็ว ๆ นี้ โดยมีข้อความว่า
เหลียวหลังแลหน้า: 54 ปีคดี Kent State ยังไม่สาย คดีตากใบเหลืออีก 4-5 วันจะทำอย่างไร
- เหลียวหลังไปมอง “การสังหารหมู่ที่ Kent State” ในอดีต
ช่วงเที่ยงของวันที่ 4 พฤษภาคม 2513 กองกำลังรักษาดินแดน (National Guard) ประมาณ 1 กองร้อยพร้อมอาวุธ เข้าสลายการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนประมาณ 2,000 คนที่มหาวิทยาลัย Kent State รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา
ซึ่งได้รวมตัวกันต่อต้านสงครามเวียตนามที่กำลังขยายตัวจากประกาศของประธานาธิบดี Richard Nixon ว่าได้ส่งทหารอเมริกันเข้าไปในประเทศกัมพูชาเพื่อต่อสู้กับกองกำลังของคอมมิวนิสต์เวียตกงที่เข้าไปยึดครองพื้นที่แล้ว
การสลายการชุมนุมในวันนั้น เริ่มต้นด้วยการประกาศให้นักศึกษาและผู้ชุมนุม (หลายคนไม่ใช่นักศึกษา) ยุติการชุมนุมตามข้อห้ามของมหาวิทยาลัย เมื่อไม่ได้ผล ก็มีการยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อไม่ได้ผลอีก เจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนกำลังเข้าสลายการชุมนุม มีการปะทะกันและเกิดความชุลมุนวุ่นวายขึ้น มีการลอบวางเพลิงอาคารสถานที่และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเกือบ 80 นัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 คน ที่โรงพยาบาลอีก 1 คน บาดเจ็บ 9 คน เหตุการณ์นี้เรียกกันในหมู่นักเคลื่อนไหวและสื่อสารมวลชนว่า “การสังหารหมู่ที่ Kent State” (Kent State Massacre)
หลังเกิดเหตุ มีการประท้วงและชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนหลายล้านคน ทั้งในเมืองหลวงที่กรุง Washington DC และในเมืองต่าง ๆ รวมทั้งตามมหาวิทยาลัยอีกเกือบ 500 แห่งทั่วประเทศ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยประธานธิบดี มีการดำเนินคดีกับทั้งนักศึกษาและผู้ชุมนุม อธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้ว่าการรัฐและเจ้าหน้าที่ของกองกำลังรักษาดินแดนหลายคน
แต่ในที่สุด มีคำพิพากษาว่าเจ้าหน้าที่และผู้บริหารไม่ผิด ทั้งนี้เพราะการเข้าไปสลายการชุมนุมในวันนั้นเป็นการปฎิบัติตามหน้าที่และตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฏหมาย
ส่วนการใช้อาวุธปืนจนเป็นเหตุให้นักศึกษาและผู้ชุมนุมเสียชีวิตนั้น ก็เพราะมีเหตุให้เชื่อได้ว่าเป็นการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่
ส่วนนักศึกษาและผู้ชุมนุมที่วางเพลิงอาคารของมหาวิทยาลัยและก่อความวุ่นวายในการชุมนุมจำนวน 25 คนนั้น ศาลตัดสินว่ามีความผิด 1 คนและรับสารภาพเองอีก 2 คน
ที่สำคัญในขณะนั้น ประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ถึง 58% โทษนักศึกษาและผู้ชุมนุมว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ความรุนแรง มีเพียง 11% เท่านั้นที่เชื่อว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหาร (จากการสำรวจของสำนัก Gallup Poll)
และเหตุเพราะเสียงของประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาลและเห็นด้วยกับการทำสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคสงครามเย็นขณะนั้น รัฐบาลนิกสันจึงมีท่าทีไม่ยี่หระหรือสะทกสะท้านต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว
กรณีการกราดยิงที่มหาวิทยาลัย Kent State นี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ต่อเนื่อง และยาวนาน ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก ภาพถ่ายของผู้ชุมนุมหญิง (อายุ 14 ปี) ที่คุกเข่านั่งร้องไห้อยู่ข้างศพนักศึกษาที่ถูกยิงนอนเสียชีวิตอยู่นั้น นอกจากจะถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกแล้ว (ภาพนี้ได้รับรางวัล Pullitzer Prize ในเวลาต่อมา) ยังกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อต้านสงครามเวียตนามในยุคนั้น
ในที่สุดแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จำยอมต้องประกาศยุติสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และถอนกำลังทหารออกจากเวียตนามใต้ ลาว กัมพูชา ในปีค.ศ. 1975 รวมทั้งถอนกองกำลังทหารอเมริกันจำนวนมากออกจากฐานทัพหลายแห่งที่มีอยู่ในประเทศไทยในเวลานั้นด้วย
เหตุการณ์กราดยิงที่ Kent State ยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการ เช่น การแถลงแสดงความเสียใจของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง (โดยข้อตกลงกับศาล แต่ไม่ใช่ประธานาธิบดีหรือฝ่ายการเมือง)
การชดเชยและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยเงินจำนวนเกือบ 700,000 เหรียญสหรัฐฯ การเปลี่ยนไปใช้กระสุนยางและอาวุธที่ไม่ร้ายแรงในการควบคุมฝูงชนของกองกำลังรักษาดินแดน
และการก่อตั้งศูนย์ศึกษาสันติวิธีที่มหาวิทยาลัย Kent State (Center for Praceful Change/Applied Conflict Management – CACM) และศูนย์ศึกษาด้านความรุนแรงอื่น ๆ (ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้เขียนสนใจและไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย Kent State เป็นระยะเวลาหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ด้วย)
ปัจจุบันแม้ว่าคดีกราดยิงที่มหาวิทยาลัย Kent State จะสิ้นสุดลงแล้วตามกฏหมาย แต่ยังมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องหลายประการ เช่น การจัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยทุกปี การจัดตั้งโครงการจัดเก็บข้อมูลของเหตุการณ์ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย การจัดตั้งป้ายรำลึกถึงเหตุการณ์ในสถานที่เกิดเหตุ การจัดตั้งป้ายชื่อเฉพาะของนักศึกษาที่เสียชีวิตในแต่แห่ง
และการจัดตั้งอนุสรณ์สถานอย่างเป็นทางการขึ้นที่มหาวิทยาลัยและขึ้นบัญชีสถานที่ดังกล่าวใน Ohio Historical Society ใน National Register of Historical Places และกำหนดให้เป็น National Historic Landmark ของประเทศ ตลอดจนมีสารคดีและภาพยนต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นระยะ
ที่สำคัญในปี 2007 มีการค้นพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อว่าเป็นเสียงสั่งการของเจ้าหน้าที่ให้ยิงนักศึกษา ซึ่งมาจากการบันทึกเสียงของนักศึกษาที่หน้าต่างหอพักในขณะเกิดเหตุ ทำให้คณะผู้เสียหายหลายกลุ่มที่ได้จัดตั้งขึ้นมาในรอบหลายปี ได้ดำเนินการผลักดันกระทรวงยุติธรรมให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่แต่ไม่สำเร็จ
ในปีค.ศ. 2014 ก็มีการผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อทบทวนเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นที่สหประชาชาติภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ (United Nations Human Rights Council- UNHRC) ที่สหรัฐฯ มีพันธกรณีผูกพันกับ UN ในเรื่องดังกล่าว (ในปีนี้ไทยก็เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกหมุนเวียนของ UNHRC ในวาระปีพ.ศ. 2568-2570 ด้วย)
โดยสรุป กว่า 54 ปีผ่านไปสำหรับคดี Kent State ผู้เสียหายและครอบครัวหลายคนไม่ได้มีชีวิตอยู่เห็นความยุติธรรมในวันนี้แล้ว ความหวังที่จะได้รับความยุติธรรมที่แท้จริงในอนาคตก็ยากลำบากมากขึ้นตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป
แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะเรียนรู้หรือถอดบทเรียนเพื่อป้องกันเหตุร้ายเช่นนั้นไม่ให้เกิดกับผู้อื่นอีก ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และจริงจัง รวมทั้งความพยายามอย่างไม่ลดละของครอบครัวและของผู้ที่เสียหายหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนของเครือข่ายผู้สนับสนุนหลาย ๆ กลุ่มที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ก็ยังดำรงคงอยู่แม้ว่าจะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นอีกมาก
แต่ทั้งหมดนั้น ส่งผลดีต่อสังคมอเมริกันโดยรวม เพราะทำให้เห็นได้ว่าไม่มีการปล่อยให้คนทำผิดลอยนวลและมีความมุ่งมั่นแก้ไขในสิ่งที่ผิด ด้วยเหตุนี้ สังคมอเมริกันจึงยังคงมีเสถียรภาพ (Social Stability) และมีความมั่นคง (Human Security) พอสมควรเมื่อเทียบกับหลายสังคมที่ล่มสลายไปแล้วหรือกำลังจะล่มสลายเหตุเพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและแสวงหาความยุติธรรมในระบบไม่ได้
- แลไปข้างหน้า – คดีตากใบในอนาคต
ในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในเรื่องคดีเหตุการณ์ที่ตากใบ 2 คดี ซึ่งกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคมนี้
ทั้งการสัมภาษณ์ผู้เสียหายและครอบครัว ทั้งการชี้แจงและตอบโต้ของพรรคการเมืองทั้งสองฝั่งที่เคยเกี่ยวข้อง หรือยังเกี่ยวข้องและต้องเกี่ยวข้องตามกระแสของการเมือง ทั้งการเรียกร้องจากสมาชิกรัฐสภา กลุ่มภาคประชาสังคม และกลุ่มที่สนับสนุนให้มีการฟ้องคดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ให้ผู้ที่ถูกออกหมายจับทั้งหมดเข้ามามอบตัวและต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม มีการเรียกร้องให้ตำรวจเร่งรัดจับกุมผู้ที่หลบหนี ซึ่งบางรายมีข่าวว่าได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตลอดจนมีความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของผู้นำฝ่ายบริหาร รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและเจ้าหน้าที่
มีการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อสารมวลชนนักวิชาการอย่างน่าสนใจ รวมทั้งมีการสำรวจความคิดเห็นของคนทั่วไป ซึ่งในกรณีนี้ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อหลาย ๆ ภาคส่วน ควบคู่ไปกับการเกิดเหตุร้ายและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)
ทั้งหมดนี้ คนทั่วไปยังสงสัยและคาใจว่าทั้งผู้กล่าวหาหรือครอบครัวญาติผู้เสียชีวิต ที่ต้องยื่นฟ้องคดีเองเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมในปีนี้ (ผู้ถูกกล่าวหา 7 คน) ทั้งอัยการที่เพิ่งยื่นฟ้อง (ผู้ถูกกล่าวหา 8 คนที่เคยมีคำสั่งไม่ฟ้องก่อนหน้านี้หลายปี) ในเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น
สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดจะได้รับความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมที่แท้จริงกันหรือไม่ (อ่านสาเหตุหลักของข้อสงสัยได้จากบทความก่อนหน้านี้ที่โพสต์ไว้วันที่ 4 ตุลาคม) ที่สำคัญที่สุด หากว่าไม่มีข้อยุติที่น่าพอใจสำหรับทุกฝ่าย มีความหวั่นใจว่าโศกนาฏกรรมหรือความรุนแรงจะปะทุขึ้นมาอีกในจชต.หรือในที่อื่น ๆ อีกหรือไม่
เหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เมื่อเวลาประมาณ 8.00 น. มีการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คนที่ถูกจับกุมในข้อหายักยอกอาวุธปืนของทางราชการ (ในปัจจุบันแทบไม่มีการกล่าวถึงผลของคดีดังกล่าวที่เป็นต้นเหตุ)
มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากในวันนั้นและเป็นการชุมนุมที่ผิดกฏหมาย ผู้ชุมนุมบางส่วนมีอาวุธปืน (ตามข้อสรุปของคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ)
ในเวลาประมาณ 10.00 น. มีเสียงปืนดังขึ้นและสถานการณ์ก็ตึงเครียดขึ้น ในเวลาประมาณ 15.00 น. มีการประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม เมื่อไม่ได้ผล ก็มีการยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ผู้ชุมนุม เกิดความชุลมุนวุ่นวาย มีการทุบต่อยและใช้กำลังกับผู้ชุมนุม ฯลฯ (ในส่วนนี้มีการเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางในรูปแบบที่รู้จักกันว่า “CD ตากใบ”)
เมื่อไม่ได้ผลอีก เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ส่วนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 14 นาย หลังจากนั้นผู้ชุมนุมจำนวน 1,370 คนก็ถูกควบคุมตัวและถูกเคลื่อนย้ายไปยังค่ายอิงคยุทธบริหารที่จังหวัดปัตตานีด้วยรถบรรทุกจำนวน 28 คัน เป็นระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
โดยให้ผู้ถูกควบคุมตัวนอนคว่ำหน้าทับซ้อนกัน (เฉลี่ยคันละกว่า 50 คน) ทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวบาดเจ็บ ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายอีก 77 คน (อ้างอิงรายงานของคณะกรรมการอิสระฯ)
เกือบยี่สิบปีผ่านไป หลายคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องราวของเหตุการณ์ตากใบส่วนใหญ่จะคิดว่าไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรที่สำคัญ อีกหลายคนก็อาจจะไม่มีความหวังอะไรอีกแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็คล้าย ๆ กับกรณีของ Kent State หลายประการ (ยกเว้นเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในกรณีตากใบที่สูงมากกว่า)
เช่น มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยรัฐบาล (หลังเหตุการณ์ตากใบเพียงหนึ่งสัปดาห์) มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 คดี (แต่ศาลยกฟ้อง) ฝ่ายรัฐถอนฟ้องผู้ชุมนม 58 คน (แตกต่างจากคดีกราดยิงที่มหาวิทยาลัย Kent State ที่ผู้ชุมนุมถูกฟ้องและศาลตัดสินว่าผู้ชุมนุมมีความผิด)
ตลอดจนมีการถอดบทเรียนและมีความพยายามป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกในจชต. มีการขอโทษขออภัยจากนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งขณะเกิดเหตุ (ในรายการพูดคุยออนไลน์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 อ้างอิง BBC News ไทย) รวมทั้งมีการช่วยเหลือเยียวยาในกรณีต่าง ๆ
เช่น ให้กับผู้เสียชีวิต 85 ราย ๆ ละ 7.5 ล้านบาท ผู้บาดเจ็บและพิการ 52 ราย ตั้งแต่รายละ 2.2 แสน (บาดเจ็บเล็กน้อย) ถึง 7.5 ล้านบาท (ทุพพลภาพ) ให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดี 58 ราย ๆ ละ 30,000 บาทบวกกับจำนวนวันที่ถูกควบคุมตัววันละ 400 บาท และให้กับผู้ถูกควบคุมตัว (แต่ไม่ถูกดำเนินคดี) อีก 905 ราย ๆ ละ 15,000 บาทเพื่อเยียวยาจิตใจ
รวมผู้ได้รับการเยียวยาและช่วยเหลือทั้งหมด 1,098 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 646,461,200 บาทหรือเกือบหกร้อยห้าสิบล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดิน
ล่าสุดเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา มีการรื้อฟื้นคดีและฟ้องเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ตากใบขึ้นมาใหม่อีก 2 คดี มีผู้ต้องหารวม 14 คน ซึ่งเมื่อมีการดำเนินคดีใหม่ตามที่หลายคนต้องการแล้วไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม
ในอนาคตจะต้องมีการรื้อฟื้นคดีหรือดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่วางแผน ผู้ที่สั่งการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฏหมายต่าง ๆ ในเหตุการณ์ตากใบในครั้งนั้นในรูปแบบอื่นๆ หลังคดีขาดอายุความ ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญที่ยังเปิดช่องไว้ โดยเฉพาะตามมาตรา 95 ให้ครบถ้วนด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนและทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติ และจะทำอย่างไรกับเงินช่วยเหลือที่รัฐได้ดำเนินการแจกจ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากที่มาจากภาษีประชาชนและอาจจะมีเงื่อนไขบางประการแนบท้ายข้อตกลงกำกับอยู่
ถึงแม้ว่าจะมีบางฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องของคดีแพ่งที่สิ้นสุดลงแล้วและไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจริง ๆ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารประเทศในปัจจุบันต้องตัดสินใจและรับผิดชอบในอนาคตทั้งสิ้น
ส่วน 2 คดีที่กำลังจะหมดอายุความลงไปภายในเวลาไม่กี่วันนี้ หากมีหลักฐานใหม่ปรากฎขึ้นในอนาคต ก็มีคำถามว่าทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้เสียหาย รวมทั้งผู้สนับสนุนทุกฝ่าย ยังจะมีความพยายามอย่างจริงจังในการรื้อฟื้นคดีอย่างเช่นในกรณี Kent State หรือไม่ ซึ่งก็คงจะยากลำบากมากขึ้นเช่นเดียวกัน
- เหลียวหลังแลหน้าแล้ว ปัจจุบันควรทำอะไร
ก่อนคดีจะหมดอายุความเพียงไม่กี่วัน บางคนยังมีความหวังว่าอย่างน้อย ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็น่าจะจับกุมผู้หลบหนีคดีได้บ้าง โดยเฉพาะคนที่ยังอยู่ในประเทศหากพยายามกันอย่างจริงจัง แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ผู้ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ก็ยังสามารถจับกุมและส่งตัวกลับได้ในเวลาที่จำกัดหากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตั้งใจจริง
การออกหมายจับผ่านตำรวจสากลตามสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มีขั้นตอนซับซ้อน ต้องใช้เวลานาน และผู้ที่ถูกออกหมายจับก็ยังสามารถร้องคัดค้านได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้ต้องคดี
แต่ยังมีอีกวีธีที่รัฐบาลในหลายประเทศใช้ในการจับกุมผู้ที่หนีข้ามแดนในเวลาที่จำกัดเช่นนี้ นั่นก็คือ การต่างตอบแทนด้วยการแลกตัวผู้ที่หลบหนีคดีที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยของส่วนรวมโดยตรงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งจะรวดเร็วกว่ามาก แต่ต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
และการจับกุมผู้หลบหนีคดีดังกล่าวก็ต้องมีหน่วยงานที่ชำนาญหรือหน่วยงานเฉพาะ รวมทั้งยังต้องระมัดระวังรอบคอบไม่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ถูกหมายจับตามกติกาสากลด้วย (ฟังรายละเอียดบางประการในคลิปข้างล่าง)
แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรจะต้องทำกันมาตั้งแต่แรกก็คือ การเรียนรู้อย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากกรณีของ Kent State ก็คือวัฒนธรรมที่ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลและแก้ไขในสิ่งผิด โดยการแสวงหาความยุติธรรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินคดีตามกฏหมายในกระบวนการยุติธรรมแต่เพียงอย่างเดียว
แต่มุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ การสร้างภูมิคุ้มกัน และการป้องกันการใช้กำลังและความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุในสถานการณ์เช่นนั้น ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหนหรือยากลำบากเพียงไรก็ตาม
ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมเกิดเสถียรภาพและประชาชนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้นมั่นใจได้ว่าจะได้รับความยุติธรรมในระบบ ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบและสันติของสังคมนั้น ๆ ในที่สุด
ซึ่งหากจะนำบทเรียนหรือวัฒนธรรมดังกล่าวมาปลูกฝังหรือดัดแปลงใช้ในจชต.หรือในประเทศไทยให้เหมาะสมแล้ว ก็ต้องเริ่มต้นกับทุกฝ่ายนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะกับฝ่ายที่นิยมความรุนแรงหรือยังสนับสนุนความรุนแรงอยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมในปัจจุบัน ซึ่งผิดทั้งกฏหมายผิดทั้งศีลธรรม และขัดกับหลักคำสอนที่ดีของทุกศาสนา
คือจะต้องละเลิกวัฒนธรรมตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือจะปลุกเร้าให้คนลุกขึ้นมาต่อสู้กัน “อย่างทรงพลัง” เพื่อแก้แค้นและเอาคืน ดังที่นักวิเคราะห์บางคนได้คาดการณ์ไว้หากคดีตากใบในครั้งล่าสุดนี้ขาดอายุความไป
อ้างอิง: ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.); “กรณีตากใบ” สถาบันพระปกเกล้า; “20 ปี ‘คดีตากใบ‘ เงื่อนไขไฟใต้ครั้งใหม่” ไทยพีบีเอส; ” ‘คดีตากใบ‘ ใกล้หมดอายุความ แรงสั่นสั่นสะเทือนกระทบเชื่อมั่นรัฐ?” ไทยรัฐออนไลน์; “รัฐอัมพาต! ความผิดพลาด-ละเลยของทุกกลไกรัฐในคดีตากใบ” สำนักข่าวอิศรา; “ความรับผิดชอบของรัฐบาลเพื่อไทย ‘คดีตากใบ‘ ต้องไปไกลกว่าแค่รับใบลาออกของพล.อ.พิศาลหรือไม่” BBC News ไทย; “Kent State Shootings,” Wikipedia; และอื่น ๆ