น้ำมันแลกไฟฟ้า ความหวังกัมพูชาหลังหักไทย เข้าใจดีลพลังงานสิงคโปร์-กัมพูชา ที่ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ยังไม่เกิดขึ้นจริงเร็ว ๆ นี้ แต่เป็นหลังปี 2573 | The Structure
สืบเนื่องจากการพบกันระหว่างนายลอเรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์ และพลเอกฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมานั้น มีการกล่าวถึงความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะโครงการที่สิงคโปร์จะนำเข้าพลังงานไฟฟ้าต่ำคาร์บอน 1 กิกะวัตต์จากกัมพูชา
จนทำให้เกิดข่าวลือในประเทศไทยว่าสิงคโปร์กับกัมพูชามีการ “ดีลไฟฟ้าแลกน้ำมัน” เพื่อเป็นการชดเชยน้ำมันในกัมพูชาที่จะขาดหายไปจากการประกาศระงับการนำเข้าน้ำมันจากไทย อย่างไรก็ดีสื่อหลักของทั้งกัมพูชา และสิงคโปร์ รายงานข่าวนี้โดยระบุถึงการซื้อขายไฟฟ้าเท่านั้น
แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงการซื้อขายน้ำมันแต่อย่างใด ในขณะที่ที่มาของกระแสข่าว “ดีลไฟฟ้าแลกน้ำมัน นั้นมาจากการอ้างแหล่งข่าววงใน ที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่
ทั้งนี้ โครงการที่สิงคโปร์จะนำเข้าพลังงานไฟฟ้าต่ำคาร์บอน 1 กิกะวัตต์จากกัมพูชานั้น ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นโครงการที่มีการเจรจาระหว่างกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และมีการลงนามในข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement – PPA) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2566
โดยเป็นการตกลงร่วมกันระหว่าง Royal Group Power Company (RGP) ของกัมพูชา กับ Keppel Energy (KE) ของสิงคโปร์ โดย Keppel Energy ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากกัมพูชา และมีหน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงาน (Energy Market Authority – EMA) ของสิงคโปร์เป็นผู้อนุมัติหลักการและกฎระเบียบ ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงความเป็นไปได้ในทางเทคนิกของโครงการนี้
และภายใต้ข้อตกลงนี้ กัมพูชาจะส่งพลังงานไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ, ลม และแสงอาทิตย์ ไปยังสิงคโปร์โดยตรง (มีความพยายามในการขยายข้อตกลงด้วยการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเติม) ผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลที่มีความยาวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร
โดยสายเคเบิลนี้จะใช้เทคโนโลยีสายส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง (HVDC) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการส่งพลังงานนอกชายฝั่งระยะไกล
อีกทั้งสายเคเบิลใต้น้ำนี้ จะได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ป้องกันไม่ให้รัฐชายฝั่งประเทศที่สาม (ในกรณีนี้คือเวียดนาม และมาเลเซีย โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ผ่านน่านน้ำไทย) ขัดขวางการวางหรือการบำรุงรักษาสายเคเบิลหรือท่อส่งดังกล่าวได้
อย่างไรก็ดี การพบกันระหว่างผู้นำสิงคโปร์ และกัมพูชาไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไรที่ใหม่ไปกว่าข้อตกลงเดิมที่เคยมีไว้เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นขั้นตอนในการยืนยันถึงความเป็นไปได้ในทางเทคนิคของโครงการนี้ แต่โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการขอการรับรองการอนุญาตทางกฎหมายสำหรับการผลิต, ส่งออก, และทางผ่านในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง (คาดว่าจะเป็นลาว, เวียดนามและมาเลเซีย โดยอาจจะไม่ต้องผ่านไทย)
โดยมีการกำหนดเป้าหมายว่ากัมพูชาจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าให้สิงคโปร์หลังปี 2573 ดังนั้นถึงแม้ว่ากัมพูชาจะขอเปิดดีลไฟฟ้าแลกน้ำมันกับสิงคโปร์เอาไว้จริง ก็จะเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างเร็ว และไม่อาจช่วยแก้ไขสถานการณ์ด้านพลังงานของกัมพูชาที่เกิดขึ้นจากการระงับการนำเข้าก๊าซและเชื้อเพลิงจากไทยได้
#TheStructure
#TheStructureEssay
#ชายแดนไทยกัมพูชา #สิงคโปร์ #พลังงาน