Newsนโยบายสาธารณะและการพัฒนาหมอตายเพราะทำงานหนักเกินไป ‘สหภาพแพทย์’ ชี้ระบบสาธารณสุขไทยใกล้ล่มสลาย ปี 66 หมอลาออก 5,268 คน ตาย 188 คน

หมอตายเพราะทำงานหนักเกินไป ‘สหภาพแพทย์’ ชี้ระบบสาธารณสุขไทยใกล้ล่มสลาย ปี 66 หมอลาออก 5,268 คน ตาย 188 คน

จากรายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง การสูญเสียข้าราชการพลเรือนสามัญ ในปีงบประมาณ 2566 โดยมีการระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข( สธ.) มีการสูญเสียกำลังคนสูงที่สุด ที่ 9,308 คน โดยเป็นการลาออก 5,268 คน, เกษียณ ​3,843 คน, เสียชีวิต ​188 ​คน และผิดวินัย ​9 ​คน

ในขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของแพทย์ที่มีประสบการณ์ในระบบสาธารณสุขของรัฐ โดยสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน พบว่าแพทย์กว่าครึ่งในระบบของภาครัฐทุกสังกัด “พร้อมจะลาออกทันที หากมีโอกาส”

 

หมอจอย-พญ.ชลทิพย์ ธีระชาติสกุล ตัวแทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานกล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าสาเหตุหลักนั้นมาจากภาระงานที่หนักของแพทย์  ซึ่งเป็นผลจากนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยที่ผลักดันให้บุคลากรทางการแพทย์ สธ. เป็นผู้รับผิดชอบหลักแต่เพียงฝ่ายเดียว

ทั้งที่นโยบาย และหลายปัญหาที่ต้องการการแก้ไขเป็นปัญหาของสังคมโดยรวม และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ให้บุคลากรทางการแพทย์รับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว เช่น ปัญหาเด็กเกิดน้อย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่ปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์โดยตรง

นอกจากนี้ การลาออกของบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่น ๆ ทำให้แพทย์ต้องทำงานหนักขึ้น และการเติมคนใหม่ก็ใช้เวลานาน

ส่วนสาเหตุที่แพทย์ลาออกไปทำงานในภาคเอกชนนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทนและภาระงานที่น้อยลง แต่เป็นเพราะภาคเอกชนมีทีมสนับสนุนและเครื่องมือที่พร้อมกว่า ทำให้แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในการทำงาน

ในขณะที่นโยบายของ สธ. ก็ไปเน้นที่การผลิตบุคลากรแพทย์ ซึ่งผลิดได้ปีละ 3,000 คน เพื่อชดเชยการลาออกปีละ 1,000 คน แต่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการลดการลาออกของแพทย์ที่มีอยู่ในระบบ

และจากรายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ระบุว่าในปีงบประมาณ 2566 มีบุคลากรเสียชีวิต 188 คนนั้น ถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และสะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง

เนื่องจากบุคลากรที่เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งเป็นวัยที่ไม่ควรเสียชีวิต สะท้อนว่าพวกเขาอาจทำงานหนักจนเกินไป จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองซึ่งทำให้ป่วย และเสียชีวิตแทนที่จะได้ทำหน้าที่รักษาชีวิตผู้อื่น

ซึ่งนี่เป็นปัญหาเดิม ๆ ที่เป็นสาเหตุของการทำงานหนัก และยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้เกิดคำถามว่าจะต้องเสียสละไปอีกเท่าไหร่ และบุคลากรทางการแพทย์จะต้องแบกรับภาระนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

“แต่เราจะเสียสละกันได้อีกเท่าไหร่ เพราะปัญหาเดิมไม่ได้ถูกแก้ไขเลย หรือเราต้องเสียสละไปเรื่อยๆ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วหมอจะแบกปัญหาการทำงานแบบนี้ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน เราจะตั้งคำถามกันได้บ้างหรือไม่ เพราะข้าราชการ สธ. ต้องเสียเลือดเสียเนื้อให้กับระบบสุขภาพกันมากขนาดนี้แล้ว” กล่าว

นอกจากนี้ ตัวเลขการลาออกที่สูงถึง 5,268 คน ก็เป็นอีกภาพสะท้อนของความเสียสละที่บุคลากรทางการแพทย์เลือกที่จะออกจากระบบเพื่อรักษาสุขภาพกายและใจของตนเอง

สำหรับแนวทางการเพิ่มค่าตอบแทนให้บุคลากรทางการแพทย์นั้น พญ.ชลทิพย์ กล่าวว่านี่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่มีความยั่งยืน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เหมือน “เอาเงินฟาดลงมาแล้วให้จบกันไป” ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาภาระงานหนักและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

วิธีการนี้ อาจช่วยให้บุคลากรมีกำลังใจและยืดระยะเวลาการทำงานในระบบได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และสิ่งที่สำคัญกว่าการเพิ่มค่าตอบแทนในระยะยาวคือ การที่ผู้ใหญ่ ผู้บริหารระดับนโยบาย และผู้บังคับบัญชา จะต้องรับฟังความคิดเห็นของแพทย์ที่อยู่หน้างานอย่างจริงใจ และร่วมลำบากไปกับพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่สร้างความลำบากเพิ่มขึ้น

พญ.ชลทิพย์ กล่าวว่า สิ่งที่สหภาพแพทย์ฯ พยายามขับเคลื่อนในเรื่องการจัดสรรภาระงานและความขาดแคลนบุคลากร ไม่ได้ทำเพื่อความสะดวกสบายของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขล่มสลายในอนาคต

ซึ่งถึงแม้ว่าระบบสาธารณสุขไทยจะได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติว่าดีกว่าอีกหลายประเทศ และติดอันดับโลก  แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น บุคลากรทางการแพทย์ต้องแบกรับภาระงานหนักและมีคุณภาพชีวิตที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จของระบบสาธารณสุขของไทยนั้นยังต้องพึ่งพาการระดมทุนและการบริจาคเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และความเสียสละอย่างมากของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งต้องลงทุนทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า