ทีมความมั่นคงอยู่ไหน? ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ แนะข้อเสนอด้านความมั่นคง เติมเต็มความได้เปรียบในการเจรจาลดภาษีตอบโต้สหรัฐ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง โพสต์ข้อความกล่าวถึงข้อเสนอของไทย ที่ควรจะเสนอต่อสหรัฐ เพื่อขอลดภาษีตอบโต้ที่สหรัฐประกาศขึ้นภาษีจากไทยถึง 36% โดยมีข้อความว่า
ทีมความมั่นคงอยู่ไหน?
ทีมเศรษฐกิจกำลังขยันจัดประชุม ทีมเยียวยาก็กำลังมาแล้ว แต่ทีมความมั่นคง & การต่างประเทศอยู่ไหน พร้อมคุยเรื่องยาก ๆ ที่ปธน.ทรัมป์ต้องการแบบสายตรงเมื่อไร
- หลายคนคงไม่ทราบว่าไทยได้ช่วยเหลือและยังร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องความมั่นคงทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยหลาย ๆ เรื่องตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เช่น เรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย การส่งผู้ร้ายข้ามแดน การซื้ออาวุธยุโธปกรณ์ การซ่อมบำรุง การซ้อมรบ การช่วยรบหรือการปฏิบัติการด้านการทหารต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมทั้งด้านไซเบอร์ หรือการต่อต้านยาเสพติด ฯลฯ ทั้งนี้ไม่นับความร่วมมือที่ดีในอดีต เช่น เรื่องสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามในลาวและกัมพูชา สงครามในตะวันออกกลาง เป็นต้น
- ข้อเสนอทางด้านความมั่นคงหลายอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม หรือถ้าเพิ่มก็ไม่มาก หรือบางเรื่อง เช่นเรื่องอาวุธที่ซื้อกันอยู่แล้ว ก็อาจจะใช้เงินกู้ FMS (Foreign Military Sales) ของอเมริกันถ้ายังมีที่ปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมาใช้ หรือจะใช้สถานะพันธมิตรพิเศษ Major Non-NATO Ally (MNNA) กับสหรัฐฯ มาใช้ประโยชน์อย่างจริงจังในการเจรจาก็คงจะมีอะไรเสียไปมากกว่านี้
บางเรื่องไทยก็ทำให้สหรัฐฯ อยู่แล้ว เช่น การอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคงต่าง ๆ การดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผลประโยชน์ของอเมริกันในไทยและในภูมิภาค หรือการให้ใช้ฐานทัพแบบจำกัด ก็เคยทำมาแล้ว (หรือจะให้เช่าก็ยังได้ตามข่าวที่เพิ่งจะออกมาในช่วงนี้ว่าปธน.ทรัมป์สนใจ) หรือจะลด “การอำนวยความสะดวก” เหล่านี้ลง เพื่อกดดันในการเจรจาก็ยังได้ (ถ้ากล้าทำ)
- หากประกอบทีมด้านมั่นคงขึ้นมาได้จริง ก็น่าจะเป็นการช่วยเติมความได้เปรียบกับทีมเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะช่วยในการเจรจาให้ดีขึ้นอย่างที่หลายคนไม่ได้นึกมาก่อน
แต่ทีมความมั่นคงของไทยก็มีจุดอ่อนหลายอย่าง เช่น มีปัญหาในการทำงานกับนาย Marco Rubio รมต.ต่างประเทศของสหรัฐฯ จากกรณีการส่งชาวอุยกูร์กลับจีน และบางคนก็คงอยู่ในบัญชีรายชื่อห้ามเข้าประเทศสหรัฐฯ ด้วย
ที่สำคัญ ทีมความมั่นคงส่วนใหญ่ทำงานแบบตั้งรับได้ดีก็จริง โดยเฉพาะด้านการทหารหรือการทูตแบบ military diplomacy แต่ส่วนใหญ่มาจากสายกำลังหรือสายปฏิบัติหรือไม่ก็เกษียณอายุแล้วมาช่วยฝ่ายการเมือง ซึ่งก็มักจะระมัดระวังและทำงานตามแบบเดิม ๆ ที่เคยทำ
ดังนั้น ถ้าจะให้ฝ่ายความมั่นคงทำงานเชิงรุกหรือล่วงหน้าแบบที่พูดกันว่า “ตั้งแต่เมื่อวาน” แล้ว จะต้องเป็นฝ่ายการเมืองที่ต้อง “สั่งการ” และ “วางเป้าหมาย” ให้
ตัวอย่างเช่น กรณียกเลิกการซื้อเครื่องบินขับไล่ F-18 ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ซึ่งตอนนั้นฝ่ายกองทัพบอกว่าทำไม่ได้เพราะเจรจากับสหรัฐฯ เองแล้วไม่สำเร็จ) หรือการส่งทหารไทยไปรักษาสันติภาพให้สหประชาชาติที่ติมอร์ตะวันออก (ซึ่งตอนนั้นคนต่อต้านกันมากรวมทั้งกองทัพก็ไม่เห็นด้วย บอกว่าไม่พร้อม ไม่มีงบประมาณ ฯลฯ)
หรือแม้แต่การปรับลดกำลังลงกว่า 80,000 คน ลดอัตรานายพลลงให้ต่ำกว่า 1,000 นายในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยอยากจะทำ เพราะจะไปกระทบกับอนาคตหรืออื่น ๆ ของตนหรือของ “น้อง ๆ” ในกองทัพ
หรือในช่วงหลัง ๆ ที่กองกำลังของประเทศอาเซียนกับสหรัฐฯ มีความห่างเหินกันเพราะมีปัญหากับจีน ไทยก็เสนอให้มีการพบกันนอกรอบเป็นประจำ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่ได้เป็นข้อเสนอของฝ่ายความมั่นคงตั้งแต่ต้น แต่มาจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายการต่างประเทศเป็นหลัก
- ขอเอาใจช่วยทุกทีมให้เจรจากับสหรัฐฯ และกับปธน.ทรัมป์เป็นผลสำเร็จก่อนที่จะถึง deadline ในต้นเดือนสิงหาคมนี้ครับ
#TheStructure
#TheStructureNews
#สงครามการค้า #สหรัฐ
#ปณิธานวัฒนายากร