รัสเซียเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมียนมา โดยอาจจะสร้างในกรุงเนปิดอว์, พะโค หรือทวาย
โรซาตอม (Rosatom GK) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัสเซีย ยืนยันว่าแผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในเมียนมา จะยังคงเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ว่าเมียนมาจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
ตามที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำเมียนมา และวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ลงนามในข้อตกลงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในช่วงต้นเดือน มี.ค. ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว
ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์แบบแยกส่วนขนาดเล็ก (SMR) ในเมียนมา ซึ่งมีกำลังการผลิตเบื้องต้น 110 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์ 2 เครื่อง ขนาด 55 เมกะวัตต์ โดยมีโรซาตอมเป็นผู้ดำเนินการ
“แผ่นดินไหวเมื่อไม่นานนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการของ Rosatom ในเมียนมา” “โรซาตอมยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสากลสูงสุด รวมถึงข้อกำหนดด้านความต้านทานแผ่นดินไหวที่เข้มงวด” โรซาตอมระบุ
อย่างไรก็ดี โรซาตอมปฎิเสธที่จะให้รายละเอียดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่นี้ จะถูกสร้างขึ้นที่ใด และเมื่อไร แต่ระบุว่าเมียนมากำลังพิจารณาทางเลือกในการระดมทุนสำหรับโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งอาจต้องใช้ทั้งเงินทุนของตนเองและเงินกู้
ซึ่งที่ผ่านมา รัสเซียได้ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่โครงการพลังงานนิวเคลียร์แบบธรรมดา ในประเทศต่าง ๆ เช่น บังกลาเทศและอียิปต์
ในขณะที่ทางการไทยกำลังจับตามองการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของเมียนมาอย่างใกล้ชิด และมีการประเมินว่าอาจมีการสร้างโรงงานในกรุงเนปิดอว์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เฉพาะและได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหว
อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลงงานนิวเคลียร์ในตอนกลางของภาคพะโค และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมียนมา ซึ่งทางการเมียนมาและรัสเซียได้ประกาศแผนการสร้างท่าเรือและโรงกลั่นน้ำมัน
จากรายงานของโรซาตอมระบุว่า ในปี 2562 รัฐบาลเมียนมาได้ส่งนักศึกษาไปศึกษาด้านพลังงานนิวเคลียร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัยของรัสเซีย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัสเซีย
อย่างไรก็ดี ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเมียนมาของ International Crisis Group กลุ่มนักวิชาการนานาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจอร์จ โซรอส ให้ความเห็นว่า
เมียนมาให้ความสำคัญกับการส่งออกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศที่มีราคาถูกกว่า เพื่อหารายได้ต่างประเทศ แผนนิวเคลียร์จึงไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจสำหรับรัฐบาลที่ขัดสนเงินสด อีกทั้งยังระบุว่า “พลังงานนิวเคลียร์มีราคาแพงมาก และเมียนมาก็ไม่สามารถจ่ายไหว”