มติ ครม. เรื่องลดค่าไฟ เงื่อนไขที่ท้าทายต่อรัฐมนตรีพลังงาน
มติ ครม. เรื่องลดค่าไฟ เงื่อนไขที่ท้าทายต่อรัฐมนตรีพลังงาน
มติการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า สามารถลดค่าไฟให้เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วยได้แล้ว แต่แท้ที่จริง มติ ครม.เป็นเพียงการรับทราบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ
โดยรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการ ที่ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยนั้น หัวข้อดังกล่าวอยู่ในเรื่องที่ 14 “เรื่อง มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน” โดยมีเนื้อหาระบุว่า
“คณะรัฐมนตรีมีมติ ‘รับทราบ’ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลโดยให้ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้า ‘สำหรับรอบเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568’ ลงเหลือไม่เกินอัตราหน่วยละ 3.99 บาท ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาแนวทาง ‘ให้ได้อัตราค่าไฟเป็นไปตามเป้าหมาย’
สาระสำคัญของเรื่อง
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีสำหรับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับรอบเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568
ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงเสนอมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน โดยปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับรอบเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568 ลงเหลือไม่เกินอัตราหน่วยละ 3.99 บาท”
ซึ่งนั่นหมายความว่า ครม. ได้รับทราบข้อเสนอของกระทรวงพลังงานที่ตั้งเป้าหมายว่าจะลดค่าไฟงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. ลงให้ได้ต่ำกว่า 3.99 บาท/หน่วย และเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายดังกล่าว จะต้องมีการออกประกาศในเรื่องนี้ก่อนสิ้นเดือน เม.ย. นี้
โดยมีกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ซึ่งหมายรวมถึงบอร์ด กฟผ. ด้วย) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ดำเนินการร่วมกัน และมีการตั้งข้อสังเกตกันด้วยว่า ในมติ ครม. ในเรื่องนี้ ไม่ได้มีการกล่าวถึงงบประมาณใด ๆ เลย หมายความว่า อาจจะไม่มีการใช้งบประมาณใด ๆ ในการลดค่าไฟในครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังมีการรายงานถึงมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงาน ที่นอกเหนือไปจากเรื่องข้างต้นอีก 2 เรื่องคือ
ครม. มีมติเห็นชอบให้ กฟผ. คณะกรรมการ กฟผ. คณะกรรมการ กกพ. ร่วมกันดำเนินการ 3 เรื่องต่อไปนี้ ให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน หรือก่อนวันที่ 16 พ.ค. 68) ได้แก่
1 ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้า ในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed-in-tariff (FIT) และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา
2 ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหา ค่าความพร้อมจ่าย ( AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่นในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ทุกสัญญาที่มีเงื่อนไขทำให้กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร หรือสูงเกินความเป็นจริง
3 ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหา อุปสรรคในข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการ การสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ลดต่ำลงได้
อีกทั้งยังมีมติเห็นชอบให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ศึกษา และเสนอแนวทางปรับโครงสร้าง ระบบ Pool Gas เพื่อให้ราคาแก๊ส สำหรับใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนมีราคาต่ำลง โดยให้ดำเนินการให้ทันการประกาศราคาไฟฟ้า สำหรับรอบเดือน ก.ย. ถึง ธ.ค. 2568 ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการออกประกาศออกมาให้ได้ก่อนสิ้นเดือน ส.ค.
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. พลังงาน เคยคัดค้านการแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้า Adder และ FiT โดยว่าควรจะปรับโครงสร้างระบบ Pool Gas มากกว่า
แต่มติ ครม. ในครั้งนี้เป็นการบีบบังคับให้พีระพันธุ์ปรับโครงสร้างระบบ Pool Gas ให้ได้ตามที่พูดเอาไว้ก่อนสิ้นเดือน ส.ค. โดยตัด รมว.พลังงานออกจากการแก้ไขสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน เนื่องจาก รมว.พลังงานเห็นว่าไม่สามารถทำได้ แต่ กกพ. บอกว่า “ทำได้และพร้อมที่จะทำ”
มติ ครม. ในครั้งนี้ จึงถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่ท้าทายต่อศักยภาพของพีระพันธุ์ ในฐานะ รมว. พลังงานเป็นอย่างยิ่ง