“การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะมาบีบบังคับให้พรรคการเมือง คิดตามเสียงข้างมากทั้งหมด คงไม่ได้ ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ไม่ฟังเสียงของประชาชน คุณไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตยเสรี” – ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ,7 ก.ค. 66
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 66 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวต่อกรณีที่พรรคได้กำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค. โดยระบุว่าผู้สมัครในตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะได้แสดงวิสัยทัศน์ภายในกรอบเวลา 7 นาที
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ตอบถามสื่อมวลชนถึงกระแสเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปัจจุบัน มี ส.ส. 25 คน ยกมือโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วย โดยระบุว่า
“ผมคิดว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะมาบีบบังคับให้พรรคการเมืองคิดตามเสียงข้างมากทั้งหมด คงไม่ได้ ถ้าเกิดว่าพรรคการเมืองที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่อ้างว่าว่าเป็นประชาธิปไตยจะบอกว่าถ้าเกิดเสียงของพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองของคุณ แล้วบอกว่านั่นไม่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ฟังเสียงของประชาชน คุณไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตยเสรี
เพราะว่าระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาแน่นอนที่สุดมี 2 ฝั่ง ฝั่งรัฐบาลกับฝั่งที่เป็นฝ่ายค้าน ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นก็จับมือเป็นรัฐบาลทั้งหมดทุกพรรคไม่ดีกว่าเหรอครับ จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีกัน แต่ไม่ใช่ครับ นี่ระบบรัฐสภา ถ้าเกิดว่าคุณอ้างว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย สิ่งไหนที่พรรคฝั่งตรงข้าม พรรคฝ่ายค้าน หรือว่าพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เห็นด้วย คุณต้องรับฟังนะครับ”
นายราเมศกล่าวถึงการโหวตรองประธานสภา ฯ คนที่ 1ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่โหวตให้นายปดิพัทธ์ สันติภาดา จากพรรคก้าวไกล เนื่องจากไม่สนับสนุนแนวคิดการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลนั้น นายราเมศยืนยันว่านี่เป็นแนวคิดที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะให้มีการคงไว้ซึ่งมาตรา 112 โดยไม่มีการแก้ไข
อีกทั้งระบุว่าประธานสภาและรองประธาน จะต้องทำงานเพื่อสภาผู้แทน ฯ โดยไม่โอนเอียงไปรับใช้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง การเสนอวาระเข้าสภา ก็ต้องทำตามระเบียบและตามลำดับ โดยไม่เข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง
จากนั้นนายราเมศได้กล่าวถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังยืนยันว่าเป็นสิทธิ์ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาสามารถใช้สิทธิ์และดุลยพินิจของตนเองได้ ซึ่งสมาชิกก็ต้องเก็บ ม.112 มาคิดในการจะเลือกใครมาเป็นนายกฯ จากนั้นกล่าวว่า
“แต่หากจะบอกว่าเสียงข้างมากชนะเลือกตั้งแล้วจะมาบังคับว่าประชาธิปัตย์ต้องเลือกคุณพิธาเป็นนายกฯ เราจะตั้งพรรคการเมืองไปทำไม ยุบไปรวมกับพรรคก้าวไกลดีไหมครับ ไม่ใช่ครับ ผมถึงบอกว่าประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงข้างน้อย
ไม่ใช่เสียงข้างมากบอกได้มา 14 ล้านเสียงแล้วพรรคนี้ไม่ยกมือให้เขาเป็นนายกฯ แล้วใช้กระบวนการสังคมประชาชนมากดดันว่าคุณไม่ยกมือให้เขาไม่ได้ ซึ่งสังคมก็เกรียวกราวตอบรับเขาล้นหลามทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์คิดเหรอครับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิที่จะคิดเหรอครับว่าเขาจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี
ต้องทำตามกระแสแบบนั้นเหรอ ซึ่งมันไม่ใช่ครับ ที่ผมพูดไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ แต่อันนี้เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ เหมือนสิทธิของประชาชนทั่วไปแบบนี้แหละครับ”