“บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้ทอดทิ้งสังคม”PPTOR ช่วยชุมชน ขยายช่องทางขายสินค้า OTOP สอนชุมชนทำธุรกิจ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและรับซื้อ ‘คาร์บอนเครดิต’ จากชุมชน
เมื่อวานนี้ (15 ส.ค. 66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เป็นประธานร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อวางจำหน่าย ณ ร้านค้าไทยเด็ด หรือมุมสินค้าไทยเด็ด และการบริหารจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ที่ได้กรุณาช่วยทำให้สิ่งที่พวกเราอยากเห็นได้เกิดขึ้นจริง ด้วยการประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ว่าคนที่แข็งแรง คือ “บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้ทอดทิ้งสังคม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยที่พวกเรามีพี่น้องประชาชนเกษตรกรถึงร้อยละ 70 – 80 ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลที่มากด้วยภูมิปัญญา ถ่ายทอดผ่านงานศิลป์ทั้งผ้าไทย หัตถศิลป์ และหัตถกรรม
ทั้งนี้ ในการมาเป็น Partnership ร่วมกันระหว่าง PTTOR และกระทรวงมหาดไทย ในครั้งนี้ได้รับความกรุณายิ่งจากคณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการเป็นทีมผู้ยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต
ทำให้พี่น้องประชาชนในถิ่นที่ชนบทได้ดึงเอาทักษะความสามารถของตนเองมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนกระทั่งได้รับความสนใจจาก PTTOR ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมเลือกซื้อเลือกหาสินค้ามาจัดจำหน่าย เช่น ผลงานผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย จ.สกลนคร
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของ PTTOR ใน 4 ประการที่สำคัญ คือ
1) PTTOR ได้ให้ความสำคัญในการเหลียวแลดูแลชุมชนในชนบทห่างไกลที่ยังมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจน้อยกว่าคนในเมือง ให้ได้มีช่องทาง มีโอกาสในการนำเสนอผลงานจากฝีไม้ลายมือให้เป็นที่ปรากฏและเข้าถึงประชาชนผู้มีกำลังซื้อผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น
2) PTTOR เป็นต้นแบบในการทำให้บริษัทขนาดใหญ่หันมาเหลียวแลดูแลในการ Change for Good ทำสิ่งที่ดีให้กับส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แม่ฮ่องสอน หรือพื้นที่อำเภอขนาดใหญ่ที่อุบลราชธานี ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผู้คนที่ตั้งอกตั้งใจในการที่จะใช้ภูมิปัญญา ใช้ความอดทน ในการผลิตชิ้นงาน และเฝ้ารอการส่งเสริมด้านการ coaching และช่องทางการตลาดอยู่ โดย PTTOR จะช่วยทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งชาวมหาดไทยในฐานะภาครัฐรู้สึกดีใจที่ท่านมาช่วยเติมเต็ม
3) สิ่งที่ PTTOR ทำเป็นการประกาศจุดยืนในการช่วยทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่จะช่วยทำให้คนที่เข้มแข็งน้อยกว่าได้มีพลัง
4) ในด้านการลดภาวะโลกร้อน PTTOR คือ ภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชนของกระทรวงมหาดไทยที่จะได้ร่วมกันเป็นผู้นำการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ทำให้ได้มีพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ไว้รับประทานในครัวเรือน ไว้แบ่งปันให้กับสมาชิกในชุมชน และจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน
ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้เราอาจจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดสารพิษเป็นจำนวนมาก เพราะทุกครัวเรือนทั้ง 14 – 15 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศได้ช่วยกันปลูกผักสวนครัวทั้งในที่ส่วนตัวและที่สาธารณะ ซึ่งจะทำให้เกิดปรากฏการณ์การต่อยอดพืชผักปลอดภัยให้เป็นที่แพร่หลายและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทั้งผู้ปลูก และผู้บริโภค
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ผนึกกำลัง UN Thailand และ KBANK ประกาศความสำเร็จการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 จังหวัดนำร่อง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้ 22 ล้านครัวเรือนได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและองค์การสหประชาชาติว่าสามารถแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนที่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปสู่ชั้นบรรยากาศได้ คือ จังหวัดลำพูน จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดเลย และจังหวัดสมุทรสงคราม โดยทาง Kbank ได้รับซื้อไปที่ 260 บาท/ตัน ได้เป็นเม็ดเงิน 8 แสนกว่าบาทกลับไปสู่ชุมชนที่ร่วมโครงการ
“ขอให้ความร่วมมือในครั้งนี้ของพวกเราทุกคนได้ขยับขยายทั้งในแง่ระยะเวลาและพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่ยังรอคอยโอกาสจะได้มีโอกาสที่ดีของชีวิตบนพื้นฐานความสามารถและศักยภาพที่ PTTOR และกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันทำให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย
ด้านนายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ร้านไทยเด็ด” เป็นแหล่งกระจายสินค้า เป็นจุดมุ่งหมายที่ PTTOR ปรารถนาให้เกิดพื้นที่ในการช่วยเหลือชุมชนและสังคมทุกภูมิภาคของประเทศ เพราะ PTTOR ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายรายได้ของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ที่ PTTOR ไปประกอบกิจการในทุกจังหวัด ทั้ง PTT Station ร้าน Café AMAZON และคลังน้ำมันทั่วประเทศ 17 แห่ง ซึ่งเราต้องการที่จะขยายความร่วมมือในทุก ๆ จังหวัด และทุก ๆ ชุมชน เพราะเป็นสิ่งที่เราวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน
“วันนี้เราได้รับโอกาสจากท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และท่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เชิญชวน PTTOR เข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายการทำกิจกรรมดี ๆ
ในการที่เราประกาศเป็น “ช่องทาง” ที่จะให้โอกาสผลิตภัณฑ์ดี ๆ มาอยู่ใน Physical Platform เพราะเรามีจุดจำหน่ายมากกว่า 2,000 Stations ทั่วประเทศไทย และจะพัฒนาไปสู่ออนไลน์แพลตฟอร์ม เพราะเราไม่หยุดที่จะนำสินค้า OTOP ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ ขึ้นอยู่บนระบบออนไลน์ของเราด้วย
อันจะทำให้เกิดการขยายช่องทางการตลาด ทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงประชาชนมากขึ้น และสามารถซื้อได้ทุกที่แม้แต่อยู่ที่บ้าน โดย PTT Station จะเป็นจุดกระจายสินค้าที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ให้คนมาสัมผัสจริง โดยเราจะกระจายสินค้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม” นายดิษทัตฯ กล่าวเพิ่มเติม
นายดิษทัต กล่าวต่ออีกว่า “เราสนับสนุนให้ Eco System เข้ามาอยู่ใน PTT Station ด้วยการให้โอกาสพี่น้องประชาชนเข้ามาจำหน่ายสินค้า ณ ร้านไทยเด็ด ใน PTT Station ซึ่งตัวผมเองก็ได้ลงพื้นที่ไปคัดสรรสินค้าด้วยตนเอง ที่บ้านดอนกอย ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
ซึ่งทำให้ผมต้องทึ่งและหลงใหลในผืนผ้าย้อมครามที่มีลวดลายสวยงาม มีสีสันสดใส และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ย้อมสีธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับพันธกิจของ PTTOR และพวกเราก็มีความยินดีที่จะได้เป็นภาคีเครือข่ายกับกระทรวงมหาดไทยในการน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยความภูมิใจที่ได้ใส่ผ้าไทย
และประการสุดท้าย ในเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต PTTOR เป็นองค์กรหนึ่งที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเราพยายามที่จะชดเชย (Offset) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ชัดเจน คือ ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050
โดย PTTOR จะได้พิจารณาการซื้อคาร์บอนเครดิตจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะมาชดเชยในส่วนที่เราปล่อยออกไป เพราะกระทรวงมหาดไทยคือผู้นำด้านองค์ความรู้การบริหารจัดการขยะที่เราก็จะได้นำทีมงานไปเรียนรู้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป และเรามีความยินดีที่ในอนาคตจะได้ขยายระยะเวลาความร่วมมือมากกว่า 1 ปี เป็น 5 ปีหรือ 10 ปี PTTOR ก็ยินดีที่จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อทำให้ประเทศไทยและโลกใบเดียวนี้ของพวกเราทุกคนเป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ยั่งยืน”