‘พรรคไม่มีเพื่อน’อดีต ‘13 ขบถรัฐธรรมนูญ’ ยุค ‘14 ตุลา 16’วิเคราะห์พรรคก้าวไกลได้อย่างน่าขบคิด
22 มิ.ย. 66 ผ.ศ. บุญส่ง ชเลธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเสรีรวมไทย และอดีตผู้นำนักศึกษา “13 ขบถรัฐธรรมนูญ“ ซึ่งก่อการเรียกร้องจนกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ของพรรคก้าวไกลได้อย่างน่าขบคิดว่า
“ก้าวไกลเป็นพรรคไม่มีเพื่อน โดดเดี่ยวที่สุดในสภา ถ้าเพื่อไทยแยกตัวออกไป ก้าวไกลก็ไม่เหลือพรรคไหนเอาด้วยนอกจากพรรคไทยสร้างไทย แต่ที่ไทยสร้างไทยยังอยู่ แม้จะเป็นฝ่ายค้านไปด้วยกัน ไม่ใช่เพราะไม่อยากไปกับเพื่อไทย แต่ไปไม่ได้ นอกจากศักดิ์ศรีค้ำคอที่แยกตัวมาแล้ว ทางเพื่อไทยก็คงไม่ยินดีรับ ทุกวันนี้อ้างเป็น 1 ใน 8 พรรคร่วมได้ เพราะก้าวไกลเป็นพรรคหลัก เปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทยเมื่อไร พรรคไทยสร้างไทยก็ยืนขอบสนาม
การที่ก้าวไกลเป็นพรรคไม่มีเพื่อน หลัก ๆ มี 2 เรื่องคือนโยบายและตัวบุคคล
นโยบายก้าวไกลส่วนหนึ่งดีดูมีอนาคต แต่อีกส่วนก็ทะลุทะลวงสุดโต่งแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม คนเลือกก้าวไกล ก็เพราะเบื่อลุง ๆ อยากเห็นการเมืองใหม่ สังคมใหม่ ความชัดเจนและการนำเสนอที่เห็นความมุ่งมั่น แม้หลายอย่างจะเพ้อฝัน อย่างตอนนี้ก็เห็น ๆ กัน ว่านโยบายของก้าวไกลที่มีตัวเลขเงินกำกับ ทำไม่ได้จริงสักข้อเดียว
ส่วนที่เป็นนโยบายสุดโต่งนี่แหละ ที่พรรคไหน ๆ ก็ไม่เอาด้วย คบได้ในระดับหนึ่ง แต่เอาเป็นเพื่อนสนิทนั้น เหมือนกอดคอกับระเบิดเวลา
ส่วนตัวบุคคล เอาจริง ๆ ตัวบุคคลในพรรคก้าวไกล มีน้อยมากที่มีประสบการณ์ และความเหมาะสม เหมือนสามเณร พระบวชใหม่ จะขึ้นเป็นเจ้าอาวาส หรือเป็นเจ้าคณะจังหวัด ตัวเด่น ๆ ของพรรคมีไม่กี่คน หนุ่มสาวบุคลิกดี พูดจาดี วาทะกรรมสวย เมื่อมีทีมโปรดักส์ชันที่มีฝีมือ คนเหล่านี้ก็สร้างกระแสได้
ทุกเขตเลือกตั้ง เลือกเพราะพิธา ธนาธรทั้งสิ้น ประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้งจะได้รับบทเรียนตรงจากการเลือกแบบนี้
ส่วนที่เป็นข้ออ่อนในแง่ตัวบุคคลที่ทำให้ฝ่ายเห็นต่างยิ่งห่างออกไป ก็คือการกวาดต้อน เอานักเคลื่อนไหว คนต้องคดีทั้ง 112 และคดีความมั่นคง คดีก่อการร้าย คนนำม็อบสารพัดทะลุมารวมกันเอาไว้หมด ใครโดนคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดไปอยู่ก้าวไกลได้
นี่เป็นจุดที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ไม่เอาด้วย และนี่คือระเบิดพลีชีพที่รัดอกพรรคก้าวไกลในอนาคต”