จ่อเก็บภาษีคาร์บอน โดยไม่สร้างภาระให้ประชาชน ครม. อนุมัติร่างหลักการให้สร้างกลไก ในการเก็บภาษีคาร์บอนน้ำมัน
เผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช. คลังเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างหลักการกฎกระทรวงการคลังกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดมีการสร้างกลไกราคาคาร์บอนในโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน
เพื่อเป็นกลไกในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง อันจะมีส่วนช่วยในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และมาตรการนี้นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันใด ๆ ทั้งสิ้น
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
1 สินค้าที่จะมีการกำหนดราคาคาร์บอนมีดังต่อไปนี้
1.1 น้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกัน
1.2 แก๊สโซฮอล์ประเภทต่าง ๆ
1.3 น้ำมันก๊าดและน้ำมันที่จุดให้แสงสว่างที่คล้ายกัน
1.4 น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น
1.5 น้ำมันดีเซลและน้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกัน
1.6 ไบโอดีเซลประเภทต่างๆ
1.7 LPG ก๊าซโพรเพรนและก๊าซที่คล้ายกัน
1.8 น้ำมันเตาและน้ำมันที่คล้ายกัน
2 เบื้องต้นจะกำหนดราคาคาร์บอนในน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า
3 กำหนดให้ราคาคาร์บอนในโครงสร้างภาษีสรรพสามิต = ราคาคาร์บอนที่กำหนด x ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ของน้ำมันแต่ละชนิด
สำหรับเหตุผลในการเก็บภาษีคาร์บอนมีดังนี้
– ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดภาวะโลกร้อนและสอดคล้องกับนโยบาย Carbon Neutrality 2050 และ Net Zero 2065
– ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันประเภทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง
– รองรับการค้าระหว่างประเทศ: เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเตรียมความพร้อมในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่บังคับใช้กลไกการปรับคาร์บอนชายแดน (CBAM)
ข้อดีของการเก็บภาษีคาร์บอนฉบับนี้คือ
– ไม่กระทบราคาน้ำมัน: รัฐบาลยืนยันว่าการเก็บภาษีนี้จะไม่ส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมัน
– ไม่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคธุรกิจอาจต้องปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
– ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น