Articlesบทความนักเขียนสื่อสารการเมืองในสถานการณ์วิกฤต 101 ศึกที่ไม่ใช่แค่กระสุน แต่คือ “สื่อสาร”

สื่อสารการเมืองในสถานการณ์วิกฤต 101 ศึกที่ไม่ใช่แค่กระสุน แต่คือ “สื่อสาร”

“บางสงคราม ใช้ปืนยิง บางสงคราม ใช้ภาพข่าวยิง บางสงคราม ใช้คำพูดยิง แล้วปล่อยให้โลกตัดสินเองว่าใครคือผู้รุกราน”

 

24 กรกฎาคม 2568 ไม่ใช่แค่วันแห่งการปะทะ แต่คือจุดทดสอบ ศักยภาพของรัฐบาลไทยว่าจะสามารถสื่อสารในภาวะวิกฤต ได้ดีแค่ไหนในเกมที่ไม่ได้เล่นกันแค่ที่ชายแดน แต่เล่นกันที่เวทีโลก ทุกคำแถลงคือหมากที่กำลังถูกจับจ้อง

 

ที่ผ่านมากัมพูชาไม่ได้ต้องการชนะในสนามรบ เขาต้องการ “ชนะในความเห็นของโลก”

 

เราต้องเข้าใจก่อนว่า แก่นของยุทธศาสตร์กัมพูชาครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงต้องการรุกล้ำอธิปไตย แต่เขา “กำลังปักหมุดใหม่ให้แผนที่โลก” และเขาไม่ได้ทำลำพัง เขาพยายาม ลาก UN, ICC, NGO และสื่อสากลให้กลายเป็นพันธมิตรโดยไม่รู้ตัว

 

โดยป้ายบท ‘จำเลยสงคราม’ ให้ประเทศไทย

 

วิธีการที่เขาใช้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ “ได้ผล” มาแล้วในหลายกรณี เช่น กรณีฟิลิปปินส์ vs. จีน ในศาลโลก, กรณียูเครน ที่ใช้ภาพผู้ลี้ภัย เด็ก และโรงพยาบาล สร้างแรงกดดันสากล และกรณีอิสราเอล–กาซ่า ที่คำว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” เป็นคำวิเศษณ์ที่ตัดคะแนนระหว่างประเทศได้มากกว่าระเบิด

 

เวลานี้ ไทยกำลังเสียเปรียบในสิ่งที่ควรได้เปรียบ

 

ขณะนี้ ประเทศไทย มีภาพความสูญเสียชัดเจน ทั้งจากพลเรือน เด็ก โรงเรียน โรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้ควรเป็น “เครื่องมือในการสื่อสาร” แต่กลับถูกใช้น้อยเกินไป หรือใช้แบบไม่มีทิศทาง

 

กระทรวงต่างประเทศแถลง กองทัพไทยก็แถลง แต่หัวหน้ารัฐบาลยังเงียบ  อีกทั้งควรจะเป็นหัวหน้าคนไหน คนที่โดนพักงานหรือคนที่รักษาราชการ

 

แล้วเสียงไหนล่ะ ที่โลกจะฟัง ?

 

ในเวทีโลก “เสียงจากรัฐบาล” เท่านั้นที่นับเป็น การแสดงจุดยืนแห่งรัฐ ไม่ใช่เพียงเสียงจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดังนั้น ผู้นำอย่าพูดผิดเรื่องในจังหวะที่ “โลกกำลังตั้งใจฟัง” อย่างผิดที่ผิดเวลา

 

มีอีกเรื่องที่ ควรต้องระวัง รัฐบาลอย่าโกรธผมนะ ในวิกฤตระดับนี้ การแชร์ Story ที่แซวประเทศคู่กรณี หรือเหน็บโฆษกกลาโหมของเขา อาจจะฟังดูสะใจในประเทศ แต่ในมุมต่างชาติ มันสะท้อนว่า ผู้นำไทย “ขาดภาวะผู้นำ” ในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

 

แม้จะถูกพักจากตำแหน่ง แต่ตำแหน่งนั้นยังปรากฏอยู่ในสายตาประชาชน สิ่งที่ควรโพสต์ที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่ Story แต่คือ Official Statement แสดงความเสียใจต่อเหยื่อทุกฝ่าย แสดงจุดยืนอย่างมีวุฒิภาวะ ยื่นไม้ไปหานานาประเทศ พร้อมเชิญร่วมสังเกตการณ์

 

ทิศทางที่รัฐบาลควรเดิน

  1. เคลื่อนทูตทุกคนแบบ Active Diplomacy

ไม่ใช่แค่ตั้งโต๊ะในประเทศปลายทาง แต่ต้อง “เดินเกมเชิงรุก” เข้าหาสื่อ, รัฐบาล, NGO ในประเทศนั้น โดยใช้ภาพหลักฐาน (ที่โลกกำลังต้องการเห็น) และจุดยืนเชิงหลักสิทธิมนุษยชน

 

  1. จัดแถลงข่าวระดับรัฐมนตรี หรือรักษาการนายกฯ อย่างเร่งด่วน พร้อมเปิด Statement ให้กับ Reuters, AP, CNN, BBC

ทุกความเงียบคือช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามตีความไทยผิด

  1. สร้าง Strategic Allies แบบเฉียบพลัน

เช่น ชวนสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อ “ยกระดับไทย” ไม่ให้ถูกตีความว่าใช้กำลังฝ่ายเดียว

  1. เปิดศูนย์สื่อสารสภาวะวิกฤต (War Room for Strategic Communication) ถึงแม้วันนี้มีศูนย์แล้ว แต่ยังไม่เร็วพอ

รวมทีมมืออาชีพด้านภาพลักษณ์ การทูต สื่อสารมวลชน ทำงาน 24/7 ตอบโต้ Disinformation และสร้าง Soft Power ใหม่ และตอนนี้ สื่อเอกชน-ประชาชน กำลัง “แบกรัฐ” ไว้เต็มกำลัง

 

สิ่งที่ปรากฏคือ สื่อประชาชน เพจข่าว Unbrand ต่าง ๆ หลายเจ้า กำลังช่วยสื่อสารภาพจริงจากพื้นที่ สร้าง Narrative ที่สะท้อนความเจ็บปวดของคนไทย

 

แต่คำถามคือ ทำไมรัฐถึง ไม่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นทุน กลับปล่อยให้กระแสไหลไปโดยไม่มีทิศทาง ?

 

วิกฤตนี้ อย่าแบ่งศัตรูทางการเมือง

 

“คนไทย ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกันและกัน” ยามที่ปืนปะทะกันที่ชายแดน อย่าให้วาทกรรมในเมืองกลายเป็นมีดบาดข้างหลังกันเอง ทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกคน ควรร่วมมือกันในฐานะ “ทูตของชาติ” เพื่อชนะสงครามที่ใหญ่กว่าพื้นที่ แต่คือสงครามแห่งความไว้ใจของประชาคมโลก

 

ให้ทหารและกองทัพทำหน้าที่รบแค่ด้วยปืน แต่รัฐบาลจงรบด้วยการ “กำหนดยุทธศาสตร์แห่ง Trust” ใช้ศิลปะการสื่อสารในเวทีโลก

 

สงครามสมัยใหม่ ไม่ได้ตัดสินกันที่ขอบเขตแผนที่ แต่ตัดสินกันที่ขอบเขตของ “จินตนาการ” ว่าใครคือฝ่ายถูก

 

วันนี้เรามีภาพจริง เรามีความสูญเสีย เรามีความชอบธรรม

 

แต่ถ้าเราไม่มีคน “เล่าเรื่อง” ให้โลกเข้าใจ ดังนั้นภาพจริงก็อาจจะกลายเป็นแค่ “ภาพที่ไม่มีคำอธิบาย” และเราอาจแพ้ ทั้งที่ยืนอยู่บนความถูกต้อง

 

“ตอนนี้ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่สื่อสารเป็น” ไม่ใช่แค่รัฐที่ตั้งโต๊ะแถลงเป็นครั้งคราว

 

ขอให้บทความนี้ เป็นเสียงเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ต้องการด่าทอ แต่ต้องการ เตือนอย่างจริงใจ ว่า เรากำลังรบในเกมที่ใหญ่กว่าที่คิด และไม่มีเวลาพลาดซ้ำสองอีกแล้ว

 

ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU
และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม

 

#TheStructure
#TheStructureEssay

#ชายแดนไทยกัมพูชา #กัมพูชายิงก่อน

#Scambodia

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า