เท้งมั่นใจ พท.-ภท.ไม่แตกกันแน่ ชี้กฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ ก็น่าจะผ่านได้ หากรัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชน
เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่วุฒิสภาตั้งคณะทำงานศึกษาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ว่า
ผลการศึกษาของผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร์ ยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากเพียงพอและใช้เวลาน้อยเกินไป การศึกษาของวุฒิสภาจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยประกอบการพิจารณา
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกับสังคม และการทำให้สังคมตกผลึกในรายละเอียดและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงความชัดเจนในมาตรการป้องกันการฟอกเงินและการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถ้าหากเรื่องเหล่านี้มีความชัดเจน และสังคมให้การยอมรับโดยไม่มีการต่อต้าน รัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมในการดำเนินการต่อ
แต่สิ่งที่ทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรมในช่วงที่ผ่านมา คือความเร่งรีบของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ถ้าหากรัฐบาลสามารถตอบคำถามที่ประชาชนสงสัยได้อย่างชัดเจนทั้งหมด ก็สามารถดำเนินการต่อได้ รวมถึงข้อเสนอของภาคประชาชนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเวทีในการทำความเข้าใจก่อนนำไปสู่การตัดสินใจ และอาจจะทำพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อประหยัดงบประมาณ
“ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่กฎหมายฉบับนี้จะต้องผ่านในรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดหน้า ถ้าเราไม่ได้มองในเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจรัฐเป็นหลัก ถ้าเรามองเรื่องของการแก้ไขปัญหาในสังคมเป็นหลัก การเปิดพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทำความเข้าใจเต็มที่ ก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งและมีความเป็นไปได้ที่ผมคิดว่าจะเป็นทางออกของสังคมที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ” ณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อถามถึงท่าทีของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพรรคภูมิใจไทย ที่มีต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ณัฐพงษ์กล่าวถึงกรณีที่ไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แสดงความเห็นคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ในสภาผู้แทนราษฎร์ (เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา)
ซึ่งอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และ รมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมายืนยันว่า การแสดงความเห็นของไชยชนกนั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว
อย่างไรก็ดี ณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยควรไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะเร่งผลักดัน เพราะเห็นได้ชัดว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่เห็นด้วยกับความเร่งรีบนี้ เรื่องนี้จึงกลับไปที่จุดยืนเดิมคือการสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมให้ได้รับการยอมรับมากที่สุดก่อน
อย่างไรก็ดี จากจำนวน สส. ของแต่ละพรรคในปัจจุบัน ทั้งสองพรรคยังจำเป็นต้องร่วมงานกันต่อไป เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจยุบสภา ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ตนอาจจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว