No Man’s Land คำอ่อนไหวที่ไม่ควรหลุดจากปาก รมว.กลาโหม บทความโดย ศิราวุธ ภุมะกสิกร คอลัมนิสต์ The Structure
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามแนวชายแดนที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิระหว่างกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี และภายหลังจากที่คุณภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม ระบุว่าพื้นที่เหล่านั้นถือว่าเป็นพื้นที่ “No Man’s Land” ทำให้เกิดกระแสตำหนิรัฐบาลที่เรียกร้องให้พื้นที่เหล่านั้นว่าเป็น “แผ่นดินไทย”
“No Man’s Land” คืออะไร ?
“No Man’s Land” โดยทั่วไปแล้วหมายถึงพื้นที่ที่ไม่มีใครครอบครองหรือควบคุม หรือเป็นพื้นที่ที่เป็นอันตราย ถูกนำมาใช้ได้ในหลายบริบท
วลีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่า “Waste” ในหนังสือ “Domesday Book” ซึ่งถูกจัดทำขึ้นตามพระบัญชาของพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต (William the Conqueror) ในปี ค.ศ. 1085 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1086 หลังจากการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันในปี ค.ศ. 1066
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสำรวจและประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ดินอย่างละเอียดทั่วทั้งอังกฤษ เพื่อใช้ในการประเมินภาษี และสร้างบันทึกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ชัดเจน และหนังสือเล่มนี้ นิยามถึงคำว่า “Waste” ที่ในภายหลังถูกพัฒนามาเป็นคำว่า “No Man’s Land” ว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือไม่ถูกควบคุมอย่างเต็มที่
ในพจนานุกรมของออกซ์ฟอร์ด ฉบับปี ค.ศ. 1320 (ตรงกับรัชสมัยของพระยาเลอไทย แห่งสุโขทัย) นิยามวลีนี้ว่า “ดินแทนที่มีข้อโต้แย้งในทางกฎหมาย” และในเวลาต่อมาวลีนี้ถูกใช้กล่าวถึงพื้นที่นอกกำแพงลอนดอนทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นลานประหารด้วย
และในเวลาต่อมาวลีนี้ถูกใช้หมายถึง “พื้นที่นอกเขตศาสนาที่อยู่เหนือกฎของคริสตจักร เหนือกฎของอาณาจักรศักดินาต่างๆ ที่พระราชาเป็นผู้มอบให้ … ดินแดนอันกว้างใหญ่ที่อยู่ระหว่างระบอบอำนาจที่แตกต่างกันเหล่านี้”
วลีนี้ถูกใช้ในทางทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ซึ่งกองทัพฝ่ายมหาอำนาจกลาง และฝ่ายสัมพันธมิตรต่างใช้ยุทธวิธีขุดแนวสนามเพลาะสู้รบระหว่างกัน การแย่งชิงพื้นที่เป็นไปอย่างเนิ่นช้า และมีการเรียกพื้นที่ระหว่างแนวสนามเพลาะ หรือแนวรบของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามใช้กำลังช่วงชิงระหว่างกัน และไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
แต่เมื่อมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายอักษะ และพันธมิตร หันมาใช้ยุทธวิธีรบด้วยการใช้รถถังและอากาศยาน ที่ทำให้การเข้ายึดครองพื้นที่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไม่มีการใช้นิยามนี้ในสงครามครั้งนี้
ในช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาติมหาอำนาจไม่ได้เปิดฉากสู้รบกันโดยตรง คำว่า “No Man’s Land” ถูกใช้เรียกพื้นที่รอยต่อระหว่างชาติบริวารของ 2 มหาอำนาจ เช่นพื้นที่รอยต่อระหว่างยุโรปตะวันตก (ฝ่ายสหรัฐ) และยุโรปตะวันออก (ฝ่ายโซเวียต)
ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย และมีการสร้างสิ่งกีดขวาง แนวกำแพง และวางทุ่นระเบิด เพื่อป้องกันการข้ามพรมแดนระหว่างกัน ใครก็ตามที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่นี้อาจจะถูกจับกุม หรือถูกยิงสังหารได้ในทันที
No Man’s Land ใน MOU 2543
สำหรับใน MOU 2543 ที่ถูกอ้างถึงทั้งฝ่ายไทย-และกัมพูชาในครั้งนี้นั้น เป็นข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 ประเทศในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างกัน ซึ่งไม่ได้มีการกล่าวถึง “No Man’s Land”
แต่เนื่องจากยังมีบางพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ และพื้นที่เหล่านี้จึงถูกนิยามภายใต้แนวคิดของ “พื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติ (Undecided Area / Disputed Area) ” หรือ “พื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claim Area / Overlapping Area)“
ซึ่งการที่คุณภูมิธรรมจะเรียกว่า No Man’s Land หรือพื้นที่ที่ไม่มีใครครอบครอง ก็ไม่ถือว่าผิดไปเสียทีเดียว ถ้าหากว่ามองในมุมมองของกฎหมาย เนื่องจากเป็นการระบุถึงพื้นที่ที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์หรือเขตอำนาจปกครอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดหรือการปะทะกันได้
อย่างไรก็ดี การที่คุณภูมิธรรม ซึ่งเป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ผู้รับผิดชอบสูงสุดด้านความมั่นคง รองจากนายกรัฐมนตรี กลับเลือกใช้คำที่ไม่แสดงสิทธิความเป็นเจ้าของนั้น อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าไทยสละสิทธิในการเป็นเจ้าของดินแดนเหล่านั้น จนทำให้กัมพูชาใช้เป็นข้ออ้างในการแสดงความชอบธรรมเหนือพื้นที่พิพาทที่ควรจะเป็นของไทยก็เป็นได้