หลักประกันสุดท้าย เพื่อป้องอธิปไตยในวันที่กติกาโลกอ่อนแอ ‘การทูต’ และ ‘การทหาร’ 2 สิ่งที่ต้องเดินควบคู่กันเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของระบบโลก
เมื่อกติกาโลกอ่อนแรง พลังอำนาจของชาติจะยังสามารถเป็นหลักประกันอธิปไตยของรัฐได้หรือไม่?
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในหลายภูมิภาคของโลก เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับ Venezuela และ Iran สะท้อนให้เห็นแนวโน้มสำคัญของระบบระหว่างประเทศในปัจจุบัน คือ “กติกาโลก” ที่เคยเป็นกลไกหลักในการกำกับพฤติกรรมของรัฐกำลังถูกท้าทายมากขึ้น
แม้ระเบียบโลกและกฎหมายระหว่างประเทศยังคงมีอยู่ รวมถึงความพยายามขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง United Nations Security Council ในการแก้ไขวิกฤตหลายครั้งก็เผชิญข้อจำกัดจากผลประโยชน์ของมหาอำนาจ ทำให้เห็นชัดว่ากติกาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการค้ำประกันความมั่นคงของรัฐ
ในบริบทดังกล่าว พลังอำนาจของชาติทั้ง 4 ด้าน ตามทฤษฎีที่เรามักเรียกว่า DIME ซึ่งประกอบด้วย ด้านการทูต ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านการทหาร และด้านเศรษฐกิจ จำเป็นต้องถูกใช้ร่วมกันอย่างสมดุล
แม้การทูตยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความร่วมมือและลดความขัดแย้ง แต่การทูตจะมีพลังอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อ….มีพลังอำนาจของชาติด้านอื่นคอยสนับสนุน โดยเฉพาะพลังอำนาจทางการทหารที่ทำหน้าที่เป็นฐานของอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ
ในโลกที่การแข่งขันของมหาอำนาจทวีความเข้มข้น กำลังทหารยังคงเป็น “หลักประกันสุดท้ายของอธิปไตย” การมีกำลังทหารที่มีขีดความสามารถและมีความน่าเชื่อถือ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำสงคราม แต่เพื่อสร้างอำนาจยับยั้ง (Deterrence) ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะคุกคามผลประโยชน์ของชาติ
หากรัฐขาดศักยภาพในการป้องกันตนเอง การทูตหรือกติกาสากลเพียงอย่างเดียวก็ยากที่จะสามารถปกป้องอธิปไตยได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น ในโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น การพัฒนากำลังทหารที่มีความพร้อม มีขีดความสามารถที่น่าเชื่อถือ และสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความมั่นคงทางทหารเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการค้ำจุนอธิปไตย เสริมสร้างอำนาจต่อรองทางการทูต และทำให้ประเทศสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของระบบโลก
บทความโดย
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์
โฆษกกองทัพเรือ
#TheStructure
#TheStructureNews
#กองทัพเรือ #ปารัชรัตนไชยพันธ์ #กองทัพไทย